'
posted on 15 Dec 2007 19:09 by ripleyผมเพิ่งได้ดูหนังที่กวาดรางวัลมาจากทุกเวทีอย่าง รักแห่งสยาม มาครับ
ที่เพิ่งมาได้ดูเอาป่านนี้ก็เพราะว่าอาศัยอยู่หลังเขาครับ(หมายความตามนั้นจริงๆ)
โรงหนังที่อยู่ใกล้ที่สุดต้องเดินทางไปกลับราว 150 กิโลก็เลยรอดูหนังจากแผ่นอย่างเดียวดีกว่า
กรณีรักแห่งสยามนี้ผมจองดีวีดีชุด box-set อันโด่งดังไม่ทัน ก็เลยได้มาแค่เวอร์ชั่น Director's cut
ซึ่งคอมเครื่องเก่าก็ดันไม่ยอมอ่านแผ่นแรก(ซึ่งเป็นดีวีดี9) เลยต้องปล่อยให้ฝุ่นจับก่อนจนกระทั่งได้
คอมใหม่มาถึงจะได้ดูสมใจ เผอิญว่างานของผมส่วนหนึ่งนั้นก็เกี่ยวกับการเขียนวิจารณ์หนังซะด้วย
ที่จริงก็เขียนไปได้ยี่สิบกว่าเรื่องแล้วครับแต่ยังไม่เคยเอามาลงในบล็อกให้เพื่อนๆได้อ่านกัน
งั้นขอประเดิมด้วยเรื่องรักแห่งสยามนี่แหละ แต่ในเมื่อหนังออกฉายมาค่อนปีแล้วแถมยังมีหลายคน
ใน exteen เขียนเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มาแล้วมากมาย ถ้างั้นผมก็ขอทำเก๋ด้วยการจับอีก 2 หนังเกย์ใน
บ้านเรามาเปรียบเทียบกันจะได้ดูน่าสนใจขึ้น สำหรับใครที่เคยถึงกับอ้วกแตกอ้วกแตนมาแล้วตอน
ที่ดูรักแห่งสยามในโรงก็จงช่วยเก็บอาจมไว้ในลำคอของตนเองต่อไปเพราะในบล็อกผมไม่มีกระโถนให้ครับ
เพลงสุดท้าย : เรื่องเศร้าๆ(ที่ดูแล้วฮา)ของสาวประเภทสอง
“เพลงสุดท้าย” เคยสร้างความฮือฮามาแล้วเมื่อปีพ.ศ.2528 ในฐานะหนังไทยเรื่องแรกๆที่นำเรื่อง
ราวความรักที่เป็นโศกนาฏกรรมของเพศที่สามมาขึ้นจอในฐานะหนังดราม่าเข้มข้นที่สะกดอารมณ์
คนดูได้อยู่หมัดและแจ้งเกิดสมหญิงดาวรายในฐานะเจ้าของบทนำที่เป็นสาวประเภทสองซึ่งเป็นเจ้า
ของการแสดงในฉากสุดท้ายที่สร้างความสะเทือนใจเสียจนผู้ชายแท้ๆบางคนไม่กล้าที่จะดู
21 ปีต่อมาผู้กำกับ-เขียนบทที่ร้างจากหน้าที่บนจอใหญ่มานานอย่างพิศาล อัครเศรณีได้นำผลงาน
งานเก่าของตัวเองมาปัดฝุ่นทำใหม่อีกครั้งโดยคงเค้าโครงเรื่องเดิมเอาไว้ซึ่งโฟกัสไปที่ชีวิตของ
“สมหญิง ดาวราย” ผู้เป็นดาวเด่นแห่งวงการธุรกิจการแสดงโชว์ชื่อดังในย่านพัทยาของเหล่าสาว
ประเภทสอง แม้เธอจะพยายามไม่ตกหลุมรักผู้ชายแท้ๆเพราะมีเรื่องราวที่ให้ผลลัพธ์ที่น่าเข็ดขยาด
ของบรรดาเพื่อนๆรอบตัว(รวมทั้งจาก ซ้อเทือง เจ้าของธุรกิจโชว์ผู้เป็นเจ้านายของเธอเอง)คอย
เป็นตัวอย่างช่วยเตือนใจ แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็อดไม่ได้ที่จะทำลายกำแพงนั้นและยกหัวใจทั้งดวงให้
กับ“บุญเติม”นักศึกษาหนุ่มจากอู่ซ่อมรถที่เธอเป็นผู้หยิบยื่นโอกาสในธุรกิจบันเทิงให้ ซึ่งสุดท้ายเธอ
ก็ไม่อาจหนีวิบากกรรมของสาวประเภทสองได้พ้นเมื่อวันนึงบุญเติมตัดสินใจทอดทิ้งสาวเทียมอย่าง
เธอไปหา“อรทัย”สาวแท้ผู้เป็นน้องสาวของเธอเอง
แม้โครงเรื่องหลักของหนังจะเหมือนเดิม แต่รายละเอียดปลีกย่อยก็มีความแตกต่าง เรื่องราวความ
รักของทอมกับดี้ที่เคยเป็นพล็อตย่อยถูกตัดออกไป และถูกแทนที่ด้วยมุขตลกจากคาแรคเตอร์ของ
บรรดากระเทยที่ตบเท้ากันมารับบทโดยดาวตลกแถวหน้าอย่างโก๊ะตี๋อารามบอย และ เหี่ยวฟ้า เป็น
อาทิ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ก็ทำให้เกิดที่มาของเสียงหัวเราะทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจเกือบตลอดทั้ง
เรื่องโดยเฉพาะในช่วงต้นๆ(ซึ่งมุขเกี่ยวกับคอหมากรุกนั้นฮาสุดขีด)ก่อนที่จะค่อยๆแผ่วลงเพื่อเปิด
โอกาสให้ส่วนของดราม่ามีบทบาทมากขึ้นแทนในช่วงท้าย
อารยา อริยะวัฒนา สาวประเภทสองตัวจริงที่แบกรับภาระหนังทั้งเรื่องในฐานะเจ้าของบทสมหญิง
ดาวรายนั้นมีดีกรีความงามเป็นถึงมิสยันฮีมาแล้ว เธอทำให้สมหญิงดาวรายเวอร์ชั่นใหม่มีความอ้อน
แอ้นบอบบางยิ่งกว่าผู้หญิงจริงๆหลายๆคนเสียอีก แม้ดูเธอจะพยายามเต็มที่แล้วในฉากบีบอารมณ์
ทั้งหลายก็ตาม แต่โชคไม่ดีที่บทหนังก็ไม่ได้ช่วยเน้นเรื่องราวความรักของตัวละครนี้อย่างหนักแน่น
และสมเหตุสมผลเพียงพอ แม้บุญเติมที่รับบทโดย วชรกรณ์ ไวยศิลป์ จะดูมีเสน่ห์แต่ก็ดูกระล่อน
เกินไปที่ใครสักคนจะกล้ามอบรักแท้ให้ ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลให้ฉากไคลแม็กซ์ในตอนจบอ่อนพลัง
และดูเหมือนเป็นฉากขายที่ถูกบังคับให้ต้องมีมากกว่าที่จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผล
และสร้างความสะเทือนใจให้เกิดขึ้นได้จริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังต้นฉบับสามารถทำได้
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ถือว่าเป็นโบนัสสำหรับผู้ชมที่เข้าไปดูหนังฉบับใหม่นี้ก็คือการที่หนังได้นักแสดงรุ่น
ใหญ่อย่างนิรุตติ์ ศิริจรรยามาสลัดมาดแมนที่คนดูชินตาเพื่อรับบทเป็น ซ้อเทือง เกย์สูงอายุผู้เป็น
เจ้าของกิจการโชว์ในเรื่องได้อย่างน่าทึ่งและชวนให้นึกถึงเกย์จริงๆอย่างดร.เสรี วงษ์มณฑาได้ทุก
ครั้งที่ขึ้นจอ นับเป็นความกล้าหาญในฐานะศิลปินที่น่าปรบมือให้ ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับหนังชีวิต
ที่อ่อนด้านดราม่าแต่แข็งในส่วนของตลกเรื่องนี้มีความน่าดูขึ้นมา
ชอบ : การแสดงของนิรุตติ์ ศิริจรรยา, มุขตลกจากโก๊ะตี๋และเหี่ยวฟ้า, ฉากล้อเลียนเซียนหมากรุก
(ซึ่งขนาดเป็นหนังดราม่ายังทำได้ฮากลิ้งขนาดนี้ ถ้าผู้กำกับพิศาลคิดจะทำหนังตลกเต็มตัวขึ้นมา
จริงๆ ผู้กำกับหนังตลกที่ทำหนังไม่ค่อยตลกอีกหลายคนคงจะต้องหนาวไปตามๆกัน)
ไม่ชอบ : ฉากฝืดๆระหว่างสมหญิงกับบุญเติม เช่น ตอนเถียงกันเรื่องเปิดกระโปรงรถ-เปิดหม้อรถ
ผมให้ B-
เพื่อน.. กูรักมึงว่ะ : มิวสิควีดีโอความยาว 2 ชั่วโมง
หากไม่นับ "เพลงสุดท้าย" ที่มีตัวละครนำเป็นสาวประเภทสองที่ไปหลงรักผู้ชาย และ "สตรีเหล็ก"
รวมทั้งหนังตลกอีกหลายเรื่องที่ใช้คาแรคเตอร์ตุ๊ดหรือกระเทยที่ออกแนวกระตุ้งกระติ้งมาเรียกเสียงฮาแล้ว
น่าจะถือได้ว่าผู้กำกับพจน์ อานนท์ (ผู้ี่เคยทำหนังเแนวตลกกระเทยมาแล้วเช่นกันอย่าง"ปล้นนะยะ"
และ"หอแต๋วแตก") คือผู้ที่หันมากำกับหนังแนวโรแมนติกดราม่าระหว่างผู้ชายแมนๆแบบจริงจังและ
ชัดเจนเป็นเรื่องแรกของไทย ซึ่ง"เพื่อน..กูรักมึงว่ะ" คือหนังเรื่องที่ว่านั้น
หนังเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวละครที่มีอาชีพเป็นมือปืนรับจ้างของ "เมฆ"(รัตนบัลลังก์ โตสวัสดิ์)
ผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัวยากจนที่ประกอบไปด้วย "หมอก" น้องชายที่กลายเป็นเกย์จากการที่
เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศจากพ่อเลี้ยงตัวแสบในวัยเด็ก(สหัสชัย ชุมรุม ณ อยุธยา)และแม่ผู้ติดเชื้อ
เอดส์มาจากพ่อเลี้ยง(อุทุมพร ศิลาพันธ์) เมฆได้รับคำสั่งจากเฮีย(ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง)ให้จับ
ตัว"อิฐ"(ชัยวัฒน์ ทองแสง)นายทหารหนุ่มผู้ล่วงรู้พฤติกรรมทุจริตของหัวหน้า(สุเชาว์ พงษ์วิไล)มา
แบบตัวเป็นๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเสี่ยงชีวิตช่วยปลดปล่อยอิฐให้เป็นอิสระ เพราะเห็นว่าอิฐ"เป็นคนดี"
เมฆได้รับบาดเจ็บจนอิฐต้องพามาดูแลรักษาอยู่ในห้องเล็กๆบนดาดฟ้าตึกเก่าๆแห่งหนึ่งและนั่นเป็น
จุดเริ่มต้นของความรักที่ลุ่มๆดอนๆระหว่างชายหนุ่มทั้งสองซึ่งกินระยะเวลายาวนานและสุดท้ายต้อง
จบลงด้วยโศกนาฏกรรมซึ่งเกิดขึ้นกับหลายชีวิต
แม้จะมีข่าวว่าผู้กำกับพจน์ อานนท์กำกับ"เพื่อน..กูรักมึงว่ะ"โดยไม่มีบทภาพยนตร์เป็นกิจลักษณะ
แต่หนังก็ยังได้รับรางวัลในสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีสุพรรณหงส์ทองคำมาจนได้(ชนะ
คู่แข่งที่ชื่อ รักแห่งสยาม เนี่ยนะ) ในความคิดของผมแล้วหนังทำในส่วนที่เป็นความรักของอิฐที่มี
ให้กับเมฆได้ค่อนข้างน่าซาบซึ้ง โดยเฉพาะในช่วงท้ายเรื่องที่ใส่เรื่องราวโศกนาฏกรรมเข้าไปเพื่อ
สร้างความน่าเห็นใจ เมื่อบวกกับบทเพลงซึ้งๆที่ไพเราะมากๆอย่าง "อยากรู้..แต่ไม่อยากถาม"ที่มี
การบรรเลงคลอไปพร้อมกับภาพที่เน้นแสงเงาและมุมกล้องที่สวยแปลกตาไปตลอดเรื่อง หนังก็
แทบจะกลายเป็นมิวสิควีดีโอขนาดยาวไปอย่างช่วยไม่ได้ ปัญหาคือแม้ความรักระหว่าง 2 ตัวละคร
นี้ี้จะดูน่าซาบซึ้งในฉากท้ายๆ แต่จุดกำเนิดของมันกลับขาดความน่าเชื่อถือในหลายๆเรื่อง อาทิเช่น
คนที่มีอาชีพเป็นมือปืนรับจ้างที่ฆ่าคนเพื่อเงินมานับไม่ถ้วนอย่างเมฆอยู่ๆก็กลับยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อ
ช่วยเหยื่อเพราะเหตุผลว่า"กูไม่ฆ่าคนดี" และผู้ชายที่มีแฟนสาวสวยอย่างอิฐนั้นอยู่ๆก็หลงรักมือปืน
ที่ถูกจ้างมาฆ่าตัวเองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยและแบบหัวปักหัวปำอีกต่างหาก หากหนังจะปูรายละเอียด
ความเป็นมาของคาแรคเตอร์คู่นี้ให้คนดูรู้จักมากกว่านี้และทำให้คนดูเชื่อได้ว่าเรื่องโรแมนติกระหว่าง
มือปืนหน้าโหดกับทหารหนุ่มแฟนสวยคู่นี้มีความเป็นไปได้เหมือนกับที่หนังทำได้ดีในส่วนคนในครอบ
ครัวเอดส์ของเมฆแล้วเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นก็คงจะมีความหนักแน่นน่าเชื่อถือ
และน่าประทับใจมากกว่านี้อีกหลายเท่า ดังนั้นบทที่ได้รางวัลดังกล่าวนั่นแหละที่เป็นจุดอ่อนในหนัง
ที่มีการแสดงที่ดี ถ่ายสวย และเพลงเพราะเรื่องนี้ครับ
ชอบ : เพลงประกอบหนัง, งานด้านการกำกับศิลป์และกำกับภาพ
ไม่ชอบ : บทภาพยนตร์ที่ขาดน้ำหนักและความน่าเชื่อถือ
ผมให้ C-
รักแห่งสยาม : ความเลิศเลอที่ยังไม่เพอร์เฟ็ค
รักแห่งสยามเป็นความฮือฮาในวงการหนังไทย อย่างแรกคือฉากจูบปากระหว่างเด็กผู้ชายซึ่งทำให้
ผู้ชมบางกลุ่มรับไม่ได้เพราะนึกว่าเป็นหนังรักใสๆวัยรุ่นทั่วไปตามหน้าหนังที่ปรากฏ แต่ด้วยคุณค่าที่
มีอยู่ในตัวก็ทำให้รักแห่งสยามสามารถพิสูจน์ตัวเองด้วยการกวาดรางวัลสำคัญมาได้อย่างเป็นเอกฉันท์
จากทุกเวที หนังเป็นที่รักของผู้คนมากมายและถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องตามสื่อต่างๆ แถมยังเป็นการ
แจ้งเกิดนายแบบลูกครึ่งสุดฮ็อต มาริโอ้ เมาเร่อ ได้อย่างสวยงามในแวดวงบันเทิง
เรื่องราวในหนังเริ่มต้นไปพร้อมๆกับความสัมพันธ์ในวัยเด็กระหว่างโต้งกับมิว มิวเป็นเด็กขาดความ
ความอุ่นที่ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังกับอาม่า ในขณะที่ครอบครัวของโต้งอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา
(ก่อนที่จะเสียศุนย์ไปเมื่อพี่สาวที่ชื่อแตงหายสาบสูญ) หลายปีต่อมาโต้งกับมิวบังเอิญพบกันอีก
ครั้งในช่วงที่เรียนอยู่ม.ปลาย มิวต้องอยู่คนเดียวเพราะอาม่าตาย แต่เขาก็กำลังไปได้สวยกับวง
ดนตรีของโรงเรียนและยังมี หญิง ซึ่งเป็นเด็กสาวข้างบ้านแอบชอบ ในขณะที่ครอบครัวของโต้งยัง
คงจมอยู่ในกองทุกข์ กร พ่อกลายเป็นคนติดเหล้าปล่อยให้แม่สุนีย์แบกภาระของครอบครัวไว้แต่
เพียงลำพัง โต้งกับมิวจึงพาจูนผู้มีหน้าคล้ายแตงมาพบสุนีย์เพื่อร่วมหลอกกรว่าแตงกลับมาแล้ว
ขณะที่ทุกอย่างกำลังดีขึ้นความสัมพันธ์ระหว่างโต้งกับมิวก็พัฒนาลึกซื้งตามไปด้วยและสร้างผลกระทบ
กับทุกคนที่อยู่รอบตัว
แม้รักแห่งสยามจะถูกบางคนเรียกว่าเป็นหนังเกย์เพียงเพราะมีเด็กผู้ชาย 2 คนรักกันแต่ที่จริงแล้ว
หนังเล่าเรื่องราวในวงกว้างกว่านั้นผ่านตัวละครมากมายและเต็มไปด้วยความรักหลายรูปแบบ
แม้โดยภาพรวมหนังจะออกมาน่าพอใจ แต่น่าเสียดายที่หนังหันไปให้ความสำคัญกับประเด็นรอง
อย่างเรื่องผลกระทบที่ครอบครัวโต้งได้รับจากการหายตัวของแตงมากเกินไป(ด้วยการย้ำนักย้ำหนา
เกี่ยวกับเรื่องอาการป่วยของกร) ยิ่งกว่านั้นหนังยังเสียเวลาไปอีกไม่น้อยให้กับตัวละครอย่าง จูน
ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้วไม่ได้มีความสำคัญอะไรนักต่อโครงสร้างหลักของเรื่อง (แถมยังทำให้คนดูเขว
ไปไม่น้อยเพราะทำให้ต้องมามัวสงสัยว่าตกลงแล้วจูนนี่ใช่แตงหรือเปล่า ถ้าใช่แตงมีเหตุผลอะไรที่
ทำแบบนี้กับครอบครัว และถ้าไม่ใช่ ทำไมจูนจึงรู้เรื่องราวในครอบครัวโต้งอย่างละเอียดจนผิด
สังเกต อย่างเช่นกรณีที่โต้งตาเขียวแล้วอ้างว่าโดนลูกบอลอัดใส่ เป็นต้น)
แทนที่ผู้กำกับจะเน้นหัวใจสำคัญของเรื่องซึ่งเป็นเรื่องราวระหว่างโต้งกับมิวให้มีรายละเอียดและ
ได้อารมณ์มากกว่านี้ หนังกลับนำเสนอในส่วนนี้อย่างค่อนข้างจะเบาบางและรวบรัด ซึ่งเทียบไม่ได้
กับความหนักแน่นที่หนังได้ทำในส่วนของเรื่องราวในครอบครัวโต้ง ในเมื่อหนังจับหลายประเด็น
มากเกินไปแบบรักพี่เสียดายน้องจนหัวใจสำคัญของเรื่องขาดการเน้นหนักเท่าที่ควรหนังจึงไปได้ไม่
สุดทางที่ควรจะไปได้ถึง ซึ่งน่าเสียดายเพราะเมื่อพิจารณาจากสิ่งที่มีอยู่ในมือแล้ว ผู้กำกับมะเดี่ยว
น่าจะสามารถทำออกมาได้ยอดเยี่ยมและน่าประทับใจมากกว่านี้ได้อีก
บางทีอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นเช่นนั้นก็เพราะพลังที่แตกต่างของนักแสดง ซึ่งงานนี้รุ่นใหญ่พากัน
ขโมยซีนรุ่นเล็กไปเต็มๆ โดยเฉพาะระดับเขี้ยวลากดินเช่น สินจัย ที่เล่นได้อย่างทะลุจอในบทแม่
สุนีย์ที่เพียงแค่ใช้สายตาก็สามารถบอกถึงอารมณ์ความรู้สึกได้ทุกอย่าง นับเป็นการแสดงที่คู่ควรกับ
รางวัลกระบุงโตที่เธอได้รับจากแทบทุกเวที กบทรงสิทธิ์ก็แสดงได้น่าเชื่อในบทพ่อผู้หมดอาลัยตาย
อยาก เช่นเดียวกับพลอย เฌอมาลย์ที่ทำได้ดีในสองบทบาท(โดยเฉพาะในบทของแตงที่เธอต้อง
ย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กมัธยมได้อย่างน่าทึ่ง)
ในส่วนของนักแสดงหน้าใหม่นั้น แม้มาริโอ้ทำได้ดีมากทีเดียวในซีนที่ต้องแสดงอารมณ์ทั้งหลาย
(โดยเฉพาะอารมณ์โกรธ) แต่โดยภาพรวมแล้วดูเหมือนว่าโต้งของมาริโอ้จะเป็นคาแรคเตอร์ที่นิ่งๆ
ซื่อๆเสียจนดูค่อนข้างจะเรียบแบน ขาดเลือดเนื้อและความชัดเจนไปนิดสำหรับคนดูที่จะเข้าใจได้
ว่าโต้งที่เห็นอยู่นี้เป็นคนอย่างไร มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร ส่วน พิช วิชญ์วิสิฐก็ถือว่าสอบผ่านใน
บทของมิวทั้งๆที่เขาน่าจะได้รับโอกาสให้แสดงถึงความว้าเหว่ของตัวละครให้เห็นได้อย่างเข้มข้น
น่าเห็นใจมากกว่านี้บนจอ แต่ก็อย่า่งที่บอกไปแล้วว่ามิวเป็นตัวละครสำคัญที่ถูกแย่งเวลาบนจอที่
สมควรจะได้ไปโดยตัวละครในบ้านของโต้ง(ทั้งๆที่หนังก็เริ่มและจบลงด้วยตัวละครอย่างมิวแท้ๆ)
ขณะที่สองสาวในบทที่ถือว่าเป็นตัวประกอบอย่างหญิงและโดนัทก็ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง ตาล กัญญา ที่ดูมีสีสันชีวิตชีวามากในบทหลัง ในขณะที่ เบสท์ อธิชาในบทโดนัทนั้นแม้
จะดูแข็งๆ แต่ก็เป็นการแข็งที่เข้ากับบท และที่น่าชื่นชมเป็นพิเศษคือบรรดาเพื่อนๆของทั้งฝ่ายโต้ง
และเพื่อนในวงดนตรีของมิวที่ล้วนให้การแสดงที่มีเสน่ห์และเป็นธรรมชาติในแบบที่เด็กในชั้นมัธยม
เป็นกันจริงๆ
ชอบ : 1. พล็อตเรื่อง, เพลงประกอบทั้งหลายในภาพยนตร์, ความน่ารักของน้องเพ็ชรในวงออกัสท์
และการใช้สัญลักษณ์ในหนังของผู้กำกับ(เช่นใบไม้ที่เหี่ยวเฉาและท้องฟ้าที่หม่นมัวที่บ่งบอกถึงสภาพ
ในครอบครัวของโต้ง, ผึ้งที่ปีนออกมาจากแก้วน้ำหวานที่แทนตัวละครพ่อขี้เมาที่พยายามจะกลับตัว
อย่างกร, ตุ๊กตาไม้ที่ท่อนจมูกใส่แล้วไม่พอดีกับตัวซึ่งเปรียบเสมือนความรักระหว่างมิวกับโต้งที่มีให้
กัน แม้ว่าจะไปกันไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริงก็ตาม)
2. การแสดงของทุกคนโดยเฉพาะของสินจัย (แต่ฉากที่ชอบเป็นพิเศษคือฉากที่เป็นการปะทะทาง
อารมณ์ระหว่างโต้งกับหญิง ซึ่งปฏิกิริยาระหว่างมาริโอ้และตาลนั้นมีพลังและเป็นธรรมชาติมากๆ)
3. ฉากจบของหนังที่มิวนั่งร้องไห้กับตุ๊กตาไม้ตามลำพัง เป็นการสรุปเรื่องลงได้อย่างน่าประทับใจ
ไม่ชอบ : พล็อตย่อยเกี่ยวกับตัวละครแตง-จูนที่แย่งน้ำหนักไปจากพล็อตหลักมากเกินไป
ผมให้ A-
เพิ่มเติม : 1.ได้ข่าวว่าคนที่สั่งจองดีวีดีชุด box-set นั้นได้แต่แผ่นหนังกับตัวกล่องและรูปภาพ ส่วน
ตัวตุ๊กตาไม้แบบที่เห็นในหนังนั้นจะถูกส่งตามมาให้ทีหลังเพราะยังทำไม่ทัน ก็ตลกดีเนอะ! ตอนนี้ก็
ไม่รู้ว่าได้รับกันครบรึยัง ที่จริงทางผู้จัดน่าจะส่งเฉพาะตัวหรือว่าส่วนจมูกมาให้ก่อนแล้วค่อยส่งที่
เหลือตามมาทีหลังจะได้เข้ากับเรื่องราวในหนัง ว่ามั้๊ยครับ !
2. มีแฟนๆหนังเรื่องนี้ลงมือแต่งภาคสองออกมากันหลายเวอร์ชั่น ผมโหลดมาอ่านจบไปเวอร์ชั่นนึง
แล้ว ซึ่งมีการผูกเรื่องใหม่โดยจับตัวละครเดิมๆมาเกี่ยวข้องกันได้อย่างน่าสนใจ(และสามารถรักษา
บุคลิกของตัวละครแต่ละตัวผ่านตัวอักษรได้อย่างน่าทึ่ง) และมีบทสรุปที่เข้าท่า ลงตัว และช่วยเติม
เต็มเรื่องราวในหนังให้สมบูรณ์ขึ้นดีเหมือนกัน ใครสนใจตามไปอ่านได้ตามลิ้งค์นี้ได้เลยครับ
http://kaojung.tripod.com/siamoflove.pdf
3. ขอแถมด้วยประโยคจากหนังที่ให้แง่คิดดีๆเป็นการปิดท้ายครับ




ขอบคุณข้อมูลจาก www.movie.hipgang.com