Movie quote part 4

posted on 19 May 2008 03:04 by ripley in Quote

สวัสดีเดือนพฤษภาคมครับเพื่อนๆชาวบล็อกทุกคน หวังว่าทุกคนคงสบายดีนะครับ

ผมเว้นช่วงจากเอนทรี่ก่อนเดือนกว่าเลยสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะรอน้องปิงกรูมาช่วยแยกแพะออกจากแกะให้

ซึ่งตอนนี้คำเฉลยก็ออกมาแล้ว หากใครยังสนใจอยากรู้ก็ย้อนกลับไปดูในเอนทรี่ก่อนได้เลยครับ

(ขออนุญาตจับน้องปิงเป็นแพะรับบาปซะเลย หุๆๆ )

ความจริงแล้วที่ผมหายไปนานสาเหตุใหญ่เป็นเพราะตอนนี้คอมที่ผมใช้มาร่วม7ปีนั้นอยู่ในช่วงป่วย

หนักมาหลายเดือนแล้ว อาการหลักๆก็คือเปิดไม่ค่อยติด ซึ่งผมเพิ่งยกไปซ่อมเอาแบบแค่พอใช้ต่อ

ไปได้อีกสักระยะ ไม่ได้อัพเกรดสเป็คเครื่องให้ดีขึ้นแต่อย่างใด รอเก็บเงินเอาไว้ซื้อคอมเครื่องใหม่

เลยน่าจะคุ้มกว่า  เอาไว้ถ้าได้เครื่องใหม่มาเมื่อไหร่เราคงจะได้เจอกันบ่อยขึ้นกว่านี้(มั้ง)

ระหว่างนี้ผมขออัพบล็อกกันร้างด้วยการใช้หนี้คุณเป้ยเห่ยศักดิ์ที่เคยอยากให้ผมเอา quote

จากหนังเรื่อง Good Will Hunting มาลงบล็อกบ้างตั้งแต่ปีที่แล้ว

(ขออภัยด้วยที่ใช้เวลานานไป(ไม่)หน่อย    แต่ยังไงตอนนี้ผมก็จัดให้แล้วนะครับ) 

 

อ้อ.. ขอออกตัวก่อนนะครับว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษอะไรนักหรอก

แค่พอจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้บ้างเหมือนคนไทยส่วนใหญ่ทั่วไป

ดังนั้นquoteต่างๆที่ผมนำมาลงนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อจะให้เป็นรายการสอนภาษาอังกฤษแต่อย่างใด 

แต่เอามาลงเพื่อร่วมแบ่งปันมุมมอง แง่คิด ตลอดจนอารมณ์ขันที่อาจจะมีอยู่ในคำคมจากหนัง

เรื่องต่างๆเหล่านี้ต่างหาก ซึ่งหากใครสามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตตนเองได้

ก็ถือเป็นเรื่องดีครับ

 

 

ขอเริ่มด้วย Quote จากหนังเรื่อง Good Will Hunting นี่แหละ

บทภาพยนตร์ระดับรางวัลออสการ์ที่้เขียนขึ้นโดยคู่ซี้ แม็ตต์ เดม่อน กับ เบน แอฟเฟล็กเรื่องนี้

เต็มไปด้วยบทพูดยาวๆ ที่พ่นใส่กันแบบน้ำไหลไฟดับทั้งเรื่อง หากใครดูหนังเรื่องนี้แบบซาวน์แทร็ค

แล้วอาศัยอ่านซับเอางานนี้อาจมีมึน !

quoteแรกแสดงให้เห็นมุมมองของเด็กหนุ่มอัจฉริยะไอคิวสูงแต่มีปัญหาทางด้านอารมณ์และการเงิน

อย่างวิล ฮันติ้ง(ผู้ซึ่งพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าการศึกษานั้นไม่จำเป็นต้องเป็นไปในระบบแต่เพียง

อย่างเดียว เพราะเด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาอย่างเขาก็สามารถแก้สมการคณิตศาสตร์ที่

ซับซ้อนได้ในขณะที่เด็กมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ทำได้แค่มองตาปริบๆ)

 

ไม่มีใครในโลกที่สมบูรณ์แบบ เด็ก IQ สูงแต่ EQ บกพร่องอย่างวิลล์ก็ยังต้องพึ่งพาจิตแพทย์ช่วย

แก้ปัญหาทางด้านจิตใจให้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีจิตแพทย์หลายรายแล้วที่ต้องโกยแน่บเพราะทนฤทธิ์

เดชของวิลล์ไม่ไหว   แต่ฌอนไม่เหมือนจิตแพทย์ทั่วไป เขามีทั้งความรัก ความเข้าใจ

และมีบทเรียนชีวิตดีๆคอยมอบให้(ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่วิลล์โหยหามาตลอด)

 


Quote นี้อยู่ในฉากท้ายๆ เรื่อง ซึ่งเป็นการอำลากันระหว่างวิลล์กับฌอนหลังการบำบัดอันยาวนาน

ได้เสร็จสิ้น  ตอนที่ผมดูหนังเรื่องนี้จากแผ่นวีซีดี นักพากษ์พูดในฉากนี้ว่า

"มันจะผิดไหมถ้าหมอกับคนไข้มีความสัมพันธ์กัน"

ซึ่งถ้าจะพิจารณาตามตัวอักษรแบบเป๊ะๆคำแปลในแผ่นวีซีดีนั้นก็ไม่ถูกต้องแต่ความหมายมันก็พอได้

(หากไม่คิดลึกหรือว่าตั้งใจจะจับผิดกันจนเกินไป)

ในขณะที่บางทีการแปลตามตัวอักษรมากเกินไปอาจจะได้ประโยคที่เยิ่นเย้อเกินไปและไม่สละสลวย

เป็นธรรมชาติในแบบที่คนไทยเราใช้พูดกันจริงๆในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นบางกรณีผมก็อาจไม่แปลตามตัวอักษรบ้างเหมือนกัน

ตราบใดที่มันยังให้ความหมายในทำนองเดียวกันผมก็ถือว่า OK ครับ

 

เปลี่ยนมาดู Quote จากหนังสไปเดอร์แมนภาคสองกันบ้าง

Quote นี้โดนใจผมมาก เคยมีใครทำให้คุณรู้สึกว่าเขาหรือเธอคนนั้นมักเป็นเก้าอี้ที่ว่างเปล่าในยาม

ที่คุณมองหาหรือต้องการรึเปล่าครับ หากว่าเคยมี จากประสบการณ์ของผมแล้วอยากจะบอกว่า

เก้าอี้ที่ว่างเปล่านั้นมันก็จะเป็นเก้าอี้ที่ว่างเปล่าอยู่วันยังค่ำ

อย่าเสียเวลาให้กับคนที่ทำให้คุณรู้สึกแบบนี้อยู่เลย  หันไปให้ความสำคัญกับใครคนอื่นที่มักจะอยู่ที่

นั่นเพื่อคุณดีกว่า หรือหากว่าไม่มีใครเลยก็หันมาพึ่งพาตัวเองนั่นแหละดีที่สุดครับ(เว้นเสียแต่ว่าเจ้า

ของเก้าอี้นั้นจะมีชื่อว่าสไปเดอร์แมน!)

 

 

เมื่อพูดถึงคำคมจากหนังสไปเดอร์แมน หากไม่หยิบเอา Quote จากภาคแรกอันนี้มากล่าวก็คงไม่

ได้ เพราะมันได้กลายเป็นประโยคคลาสสิคไปเสียแล้ว นั่นเป็นเพราะว่ามันแฝงไปด้วยความจริง

อย่างยิ่งที่ใครก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ พูดง่ายๆก็คือไม่มีอะไรในโลกที่ได้มาเปล่าๆ เรามักต้องแลก

อะไรบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอะไรสักอย่างเสมอ

 

 

 

และสาระสำคัญที่สารคดีรางวัลออสการ์เรื่อง An Inconvenient Truth พยายามจะบอกกับคนดูก็

สะท้อนถึงความจริงจาก Quote ก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี  เพราะหลังจากที่มนุษย์เราตักตวงเอา

ความสะดวกสบายจากทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างไม่บันยะบันยังมานานนับศตวรรษ ตอนนี้ถึง

เวลาที่เราจะต้องชดใช้คืนให้กับธรรมชาติกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่องที่ถล่มทลายปะปนไป

กับซากศพนับหมื่นนับแสนในเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กิสในพม่าและแผ่นดินไหวที่จีนซึ่งเกิดขึ้น

ล่าสุด แต่นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น การชดใช้ด้วยชีวิตนี้จะทวีความรุนแรงและเขยิบใกล้ตัว

เรามากขึ้นเรื่อยๆ  เราจะหยุดทำลายตัวเองกันได้หรือยัง? อย่ารอให้เป็นหน้าที่ของคนรุ่นลูกรุ่น

หลานที่จะเป็นผู้ถามคำถามนี้ เพราะวันนั้นอาจจะสายเกินไปสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง

 

Quote นี้ค่อนข้างจะแปลเป็นภาษาไทยได้ยาก ผมอาจจะแปลได้ไม่รื่นหูนัก แต่ความหมายของมัน

ก็คือ เมื่อมีผลประโยขน์เกิดขึ้นที่ไหนและตราบใดที่ยังตักตวงเอาจากมันได้ คนเรามักจะทำเป็นปิด

หูปิดตาไม่ยอมรับรู้รับฟังความถูกต้องใดๆทั้งสิ้น  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าชาวอเมริกันฟังแล้วรู้สึกอย่างไรในเมื่อ

สหรัฐอเมริกาเองเป็นประเทศที่เชื่อกันว่าบริโภคทรัพยากรของโลกมากที่สุดและปล่อยก๊าซพิษออก

มามากที่สุดแต่กลับเป็น1ใน2ประเทศเท่านั้นที่ไม่ยอมลงนามในสนธิสัญญาบางอย่างอันจะเป็น

กฎหมายบังคับใช้ที่ส่งผลให้ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างเป็นรูปธรรมร่วมกับประเทศอื่นๆทั่วโลก

 

 

อัล กอร์ผู้สร้างสารคดีนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างจิตสำนึกเหล่านี้ให้กับชาวโลกนั้นเคยพูดติดตลกว่า I'm Al

Gore, I used to be the next president of the United States of America. ซึ่งทำให้คนฟังนั้น

หัวเราะกันครืน แต่จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่คนแบบนี้ไม่ได้เป็นผู้นำโลก ใน

ขณะที่คนที่ได้เป็นก็คือคนที่เห็นว่าภัยจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายอัล ไคด้านั้นอันตรายกว่าภัยที่เกิดจาก

ภาวะโลกร้อน   ..แต่อย่างไรเสียผมก็รู้สึกดีใจที่ยังมีคนแบบนายอัล กอร์ที่อุทิศตัวเองให้กับงานที่

ช่วยพิทักษ์โลกทั้งใบเช่นนี้อยู่  สำหรับผมแล้วรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่เขาได้รับนั้นยิ่งใหญ่

กว่าการได้เป็นประธานาธิบดีมากมายนัก    หากใครที่ยังไม่เคยดูสารคดีเรื่องนี้ของนายอัล กอร์

ผมอยากให้ไปหามาดูกัน และหวังว่าเมื่อได้ดูแล้วมันจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คุณๆหันมาสร้าง

พฤติกรรมที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนเพิ่มมากขึ้นด้วยนะครับ

(ขอบคุณข้อมูลจาก www.movie.hipgang.com )

Comment

Comment:

Tweet

HHIS I should have thughot of that!

#44 By RFAWDesLeiVW (219.117.243.99) on 2013-07-28 18:03