สวัสดีคุณครู

posted on 06 Feb 2008 21:18 by ripley in Personal

กว่าที่จะได้เป็นผู้ใหญ่ ที่มีสติปัญญาความรู้ความสามารถ มีความคิดความอ่าน

มีหน้าที่การงาน สามารถสร้างสถานะเป็นผู้เป็นคนในสังคมได้อย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้นั้น

เวลาเศษหนึ่งส่วนสามของชีวิตคนส่วนใหญ่ล้วนเคยถูกใช้หมดไปในโรงเรียนหลายๆแห่ง

ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนชั้นปฐมวัย โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม ตลอดจนมหาวิทยาลัยต่างๆ

ซึ่งทั้งหมดถือเป็นสถาบันอันสำคัญในสังคมที่มีหน้าที่สร้างคนแต่ละช่วงวัยให้เติบโตกลายมาเป็น

คนที่มีคุณสมบัติต่างๆตามที่ได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น


ภายในรั้วของโรงเรียนที่เคยบ่มเพาะพวกเรามาเหล่านี้จึงบรรจุความทรงจำเอาไว้มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนนักเรียน ครูบาอาจารย์ อาคารเรียน โรงอาหาร สนามกีฬา แม้แต่ห้องส้วม

รวมทั้งกิจกรรมและเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นต่างๆ นานา ที่มีทั้งสุขและทุกข์คลุกเคล้าปะปน

 

 

โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดเล็กๆแห่งหนึงในภาคกลางเป็นโรงเรียนแห่งแรกในชีวิตของผม

และเป็นโรงเรียนที่ผมใช้เวลาในชีวิตอยู่ด้วยนานที่สุด เริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาล1 อนุบาล2 ป.1 ป.2

จนถึง ป.6 รวมแล้วก็ 8 ปีเต็ม นานกว่าทุกสถาบันที่ผมเคยผ่านพ้นมา

 

 

จำได้ว่าวันแรกของชีวิตที่ต้องไปโรงเรียน ผมร้องไห้จับประตูรั้วบ้านแน่น

เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆก็ต้องถูกผู้ใหญ่จับใส่ชุดแปลกๆ (เสื้อคอปกบัวสีขาว

มีกระดุม4เม็ดที่ใช้กลัดติดกับกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน

บนกระเป๋าเสื้อปักเป็นรูปดอกบัวสีชมพูและมีอักษรอ.อ่างทับอยู่ด้านบน

ถุงเท้าสีขาว รองเท้าหนังสีดำ) ส่วนกกน.ยังไม่ต้องใส่

(การเห็นไข่เพื่อนผ่านช่องขากางเกงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)

แล้วผู้ใหญ่ก็เคี่ยวเข็ญให้ไปกับคนแปลกหน้าที่ขับสามล้อพาไปส่งที่ไหนก็ไม่รู้ที่มีรั้วรอบขอบชิด

มีอาคารใหญ่โตมีเด็กๆแปลกหน้ารุ่นราวคราวเดียวกันอยู่มากมายแถมยังแต่งตัวเหมือนเราอีกต่างหาก

วันต่อๆมาผมก็เริ่มเห็นว่าการไปที่ๆเรียกว่าโรงเรียนนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไร ได้มีเพื่อนเล่น มีขนมกิน

มีผู้ใหญ่ที่เรียกว่าครูคอยดูแล ผมจึงไม่เคยร้องไห้เพราะต้องไปโรงเรียนอีกเลย

 

 

แรกเริ่มผมเรียนอยู่ห้องก.แต่ขอย้ายมาอยู่ห้องข.

เพราะเพื่อนที่อยู่ข้างบ้านที่เล่นด้วยกันตั้งแต่ยังเล็กเรียนอยู่ห้องนี้

วันๆในชั้นอนุบาล1-2 ไม่ต้องทำอะไรมาก หัดเขียน หัดอ่าน ก.ไก่ ปั้นดินน้ำมันไปตามเรื่อง

พอเที่ยงก็ถิอถาดหลุมไปรับข้าว พอบ่ายก็ถูกบังคับให้นอน ตื่นมาก็ล้างหน้าปะแป้ง ทานขนม

เตรียมตัวรอคนมารับกลับบ้าน ปกติผมเป็นเด็กที่ไม่ชอบนอนกลางวัน

จึงมักจะนอนไม่หลับ ต้องฆ่าเวลาด้วยการมองลอดหน้าต่างห้องเรียน

ดูเมฆบนฟ้าที่เคลื่อนคล้อยตามกระแสลมเป็นรูปร่างต่างๆเท่าที่เด็ก5ขวบจะมีปัญญาจินตนาการ

แล้วก็เคยโดนไม้เรียวฟาดเผี๊ยะเพียงเพราะสาเหตุนี้

(นี่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าระบบเผด็จการถูกนำมาใช้ในโรงเรียนตั้งแต่ชั้นปฐมวัย)

 


เทอมแรกผ่านไปผลการเรียนประกาศออกมาว่าเพื่อนคนที่ผมย้ายตามมานี้สอบได้ที่ 1 ของห้อง

ส่วนผมได้ที่ 12 ผมดีใจมาก กลับไปบอกผู้ใหญ่ที่บ้านว่าผมเก่งกว่าเพราะได้ตั้ง 12 ซึ่งเยอะกว่า 1

แต่ผู้ใหญ่ส่ายหัวบอกว่าไม่ใช่ กรณีนี้คนที่ได้ตัวเลขน้อยๆเก่งกว่าคนที่ได้ตัวเลขเยอะๆ

แม้ผมรับฟังแบบงงๆ แต่จากนั้นเป็นต้นมาผมก็พยายามสอบได้เลขตัวเดียวมาตลอด

จากที่ 12 มา 8 แล้วก็วนเวียนอยู่ใน 5 อันดับแรกของห้องจนจบชั้นป.6

ซึ่งระหว่างนั้นก็เคยได้ที่1กับเขาอยู่สองครั้ง

พอขึ้นป.1 การนอนกลางวันถูกตัดออกไป แต่เพิ่มการสวดมนต์ยาวๆในเย็นวันศุกร์แทน

 


หลังจากที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ จนถึงป.2

ทางโรงเรียนก็ย้ายไปตั้งอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ที่มีเนื้อที่กว้างขวางขึ้น

ที่สนามเด็กเล่นแห่งใหม่มีม้าโยกเหล็กที่ทำเป็นรูปรถไฟ นั่งกันได้ครั้งละหลายคน เด็กๆชอบกันมาก

ถึงกับต้องต่อคิวรอกันเลยทีเดียว โยกไปโยกมาจนเพื่อนผมคนหนึ่งชื่อหนุ่มเกิดอุบัติเหตุจนนิ้วขาด

แต่หลังเกิดเหตุไม่นานครูก็รีบเก็บนิ้วล้างน้ำใส่ถุงพลาสติก พาไปเย็บต่อได้เหมือนเดิม

ตั้งแต่นั้นมารถไฟคันนี้เด็กไม่ค่อยกล้าขึ้นกันอีกเลย

 

 

การเรียนเริ่มมาสนุกขึ้นตอนช่วงประถมตอนปลาย

มีกิจกรรมการเรียนการสอนที่เข้มข้นขึ้นสำหรับเด็กโต มีวิชาลูกเสือที่ต้องเข้าค่ายพักแรม

และต้องเดินทางไกล มีการแข่งกีฬาสี การทัศนศึกษานอกโรงเรียน ฯลฯ

และจากที่เคยเรียนแต่ภาษาไทยมาตลอด 6 ปี

ก็เริ่มมีวิชาภาษาอังกฤษเข้ามาในตารางสอนครั้งแรกเมื่อตอนป.5

ที่จริงแล้วผมกับภาษาอังกฤษคุ้นเคยกันมาหลายปีก่อนหน้านั้นแล้ว

เพราะผมโชคดีที่มีคุณแม่ที่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนประถมอีกแห่งหนึ่ง

คอยปูพื้นฐานด้านแกรมม่าร์ให้ผมมาแล้วเป็นอย่างดีจากที่บ้าน

แต่ผมก็โชคดีซ้ำสองที่คุณครูสอนภาษาอังกฤษที่สอนผมอยู่ที่โรงเรียน

ก็เป็นครูที่ดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เด็กชั้นประถมจะพึงมีเหมือนกัน

ท่านชื่อคุณครูปาริชาติ ผู้ไม่เพียงให้ความรู้ด้านวิชาการ

แต่ยังสอนลูกศิษย์ให้รู้จักใช้สมองคิดในการดำรงชีวิตอยู่ในโลก

เป็นครูที่มีเมตตา รักและเอ็นดูลูกศิษย์อย่างสม่ำเสมอ

(ใครที่เคยดูหนังแนวชีวิตในรั้วโรงเรียนที่ดีที่สุดตลอดกาลอย่าง Dead Poets Society

คงจะประทับใจครูภาษาอังกฤษในเรื่องที่ชื่อ Mr.John Keating

ผู้สอนให้เด็กเห็นมุมมองด้านอื่นๆของชีวิตและกล้าที่จะเดินไปตามเส้นทางฝันของตัวเอง

และคงอยากจะมีครูแบบนี้สักคนในชีวิตจริง)

สำหรับผมแล้ว คุณครูปาริชาตินี่แหละคือครู Keating ของผม

เป็นครูที่ผมตั้งอกตั้งใจบันทึกทุกถ้อยคำที่ครูสอนเก็บเอาไว้ในความทรงจำไปตราบนานเท่านาน

 

วันสุดท้ายของการเรียนโรงเรียนประถมแห่งนี้

คุณครูปาริชาติได้ยืนกล่าวปัจฉิมโอวาทต่อหน้าผมและเพื่อนทั้งห้อง ซึ่งจบลงด้วยประโยคว่า

"ขอให้พวกเธอทุกคนมีอนาคตที่ดีต่อไป ใครที่มีปัญหาอะไรก็กลับมาหาครูคนนีู้ได้เสมอ"

 


 

จากวันนั้นเวลาผ่านไปนับสิบๆปีที่ผมจากบ้านเกิดเมืองนอนล้มลุกคลุกคลานกับชีวิตมาพอสมควร

ทุกวันนี้ผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ชีวิตสมัยเด็กนักเรียนในรั้วโรงเรียนอนุบาลนั้นกลายเป็นภาพความทรงจำสีจางๆ

แต่ผมยังคงฝันมาตลอดว่าสักวันจะได้กลับไปเยี่ยมเยือนอีกสักครั้ง และหวังว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ

คุณครูคีติ้งของผมจะยังคงสอนอยู่ที่นั่นเช่นเดิม

แต่ผมไม่นึกฝันเลยว่าความฝันนี้อยู่ๆก็กลายมาเป็นความจริงที่แสนประทับใจในวันนี้เอง

 

 

ครั้งแรกที่ผมได้กลับมาเห็นโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้อีกครั้ง

ผมพยายามกวาดสายตามองหาจุดที่อาจจะช่วยเตือนให้ผมนึกย้อนไปถึงภาพในอดีตได้

แต่ก็แทบจะไม่เหลืออะไรอย่างที่เคยเห็นในวันวาน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก

พื้นดินที่ผมเคยใช้จอบขุดด้วยท่าทางเก้ๆกังๆในวิชาเกษตร..

แปลงดินที่ครูประจำชั้นเคยพาปลูกต้นเทียนหลากสีสัน..

สนามหญ้าืั้ที่เคยใช้เป็นที่ดีดลูกแก้วยามพักเที่ยง..

ที่ซึ่งเคยเป็นที่เตะฟุตบอลที่ผมอยู่ในตำแหน่งแบ็คขวา..

และเคยเป็นบริเวณที่มีหญ้าที่มีลักษณะคล้ายหงอนไก่ชอบขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

ซึ่งเด็กๆชอบถอนเอามาฟาดแข่งกันว่าไก่ของใครจะหัวขาดก่อน

ทั้งหมดที่ว่ามานี้กลายสภาพเป็นพื้นปูนซีเมนต์ที่ดูแข็งกระด้าง ไร้ชีวิตชีวา

อาคารเรียนหลังไม้เก่าๆขนาดย่อม2ชั้นที่ดูอบอุ่นกลายเป็นตึก4ชั้นที่ดูทันสมัยแต่ดูแออัดยัดเยียด

ไม่มีร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งเคยมีรถไฟหรรษาที่มุมหนึ่งของสนามเด็กเล่น

ไม่มีวี่แววว่าจะเคยมีตาแป๊ะแก่ๆฟันหลอที่จูงจักรยานคันเก่าๆที่ท้ายรถมีกระติกใบเล็กๆ

ใส่ไอติมหลอดมาขายเด็กนักเรียนทุกวี่วัน ซึ่งผมและเพื่อนๆเคยเป็นลูกค้าประจำ

ไม่มีผองเพื่อนในวัยเด็กที่ส่วนใหญ่ไม่เคยได้พบเจอกันอีกเลยหลังจากวันสุดท้ายในโรงเรียนได้มาถึง

ครูหลายท่านที่เคยสอน บ้างก็ย้ายไปสอนที่โรงเรียนอื่น บ้างก็ปลดเกษียณไปแล้ว

บ้างก็เสียชีวิตลงตามอายุขัย

แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางวัตถุเหล่านั้น

สิ่งเดียวที่เป็นเสมือนตัวแทนของความทรงจำในอดีตที่ยังคงเหลืออยู่ในโรงเรียนอนุบาลของผมในวันนี้่

ก็คือ.. คุณครูปาริชาติ

นับเป็นโชคดีที่ได้กลับมาพบกับคุณครูที่เคยสร้างแรงบันดาลใจมากมายให้ผมได้อีกครั้ง

คุณครูปาริชาติในวันนี้แม้จะดูสูงอายุขึ้น แต่ก็ยังคงสง่างาม กระฉับกระเฉง

การแ