สวัสดีคุณครู

posted on 06 Feb 2008 21:18 by ripley  in Personal

กว่าที่จะได้เป็นผู้ใหญ่ ที่มีสติปัญญาความรู้ความสามารถ มีความคิดความอ่าน

มีหน้าที่การงาน สามารถสร้างสถานะเป็นผู้เป็นคนในสังคมได้อย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้นั้น

เวลาเศษหนึ่งส่วนสามของชีวิตคนส่วนใหญ่ล้วนเคยถูกใช้หมดไปในโรงเรียนหลายๆแห่ง

ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนชั้นปฐมวัย โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม ตลอดจนมหาวิทยาลัยต่างๆ

ซึ่งทั้งหมดถือเป็นสถาบันอันสำคัญในสังคมที่มีหน้าที่สร้างคนแต่ละช่วงวัยให้เติบโตกลายมาเป็น

คนที่มีคุณสมบัติต่างๆตามที่ได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น


ภายในรั้วของโรงเรียนที่เคยบ่มเพาะพวกเรามาเหล่านี้จึงบรรจุความทรงจำเอาไว้มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนนักเรียน ครูบาอาจารย์ อาคารเรียน โรงอาหาร สนามกีฬา แม้แต่ห้องส้วม

รวมทั้งกิจกรรมและเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นต่างๆ นานา ที่มีทั้งสุขและทุกข์คลุกเคล้าปะปน

 

 

โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดเล็กๆแห่งหนึงในภาคกลางเป็นโรงเรียนแห่งแรกในชีวิตของผม

และเป็นโรงเรียนที่ผมใช้เวลาในชีวิตอยู่ด้วยนานที่สุด เริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาล1 อนุบาล2 ป.1 ป.2

จนถึง ป.6 รวมแล้วก็ 8 ปีเต็ม นานกว่าทุกสถาบันที่ผมเคยผ่านพ้นมา

 

 

จำได้ว่าวันแรกของชีวิตที่ต้องไปโรงเรียน ผมร้องไห้จับประตูรั้วบ้านแน่น

เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆก็ต้องถูกผู้ใหญ่จับใส่ชุดแปลกๆ (เสื้อคอปกบัวสีขาว

มีกระดุม4เม็ดที่ใช้กลัดติดกับกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน

บนกระเป๋าเสื้อปักเป็นรูปดอกบัวสีชมพูและมีอักษรอ.อ่างทับอยู่ด้านบน

ถุงเท้าสีขาว รองเท้าหนังสีดำ) ส่วนกกน.ยังไม่ต้องใส่

(การเห็นไข่เพื่อนผ่านช่องขากางเกงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)

แล้วผู้ใหญ่ก็เคี่ยวเข็ญให้ไปกับคนแปลกหน้าที่ขับสามล้อพาไปส่งที่ไหนก็ไม่รู้ที่มีรั้วรอบขอบชิด

มีอาคารใหญ่โตมีเด็กๆแปลกหน้ารุ่นราวคราวเดียวกันอยู่มากมายแถมยังแต่งตัวเหมือนเราอีกต่างหาก

วันต่อๆมาผมก็เริ่มเห็นว่าการไปที่ๆเรียกว่าโรงเรียนนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไร ได้มีเพื่อนเล่น มีขนมกิน

มีผู้ใหญ่ที่เรียกว่าครูคอยดูแล ผมจึงไม่เคยร้องไห้เพราะต้องไปโรงเรียนอีกเลย

 

 

แรกเริ่มผมเรียนอยู่ห้องก.แต่ขอย้ายมาอยู่ห้องข.

เพราะเพื่อนที่อยู่ข้างบ้านที่เล่นด้วยกันตั้งแต่ยังเล็กเรียนอยู่ห้องนี้

วันๆในชั้นอนุบาล1-2 ไม่ต้องทำอะไรมาก หัดเขียน หัดอ่าน ก.ไก่ ปั้นดินน้ำมันไปตามเรื่อง

พอเที่ยงก็ถิอถาดหลุมไปรับข้าว พอบ่ายก็ถูกบังคับให้นอน ตื่นมาก็ล้างหน้าปะแป้ง ทานขนม

เตรียมตัวรอคนมารับกลับบ้าน ปกติผมเป็นเด็กที่ไม่ชอบนอนกลางวัน

จึงมักจะนอนไม่หลับ ต้องฆ่าเวลาด้วยการมองลอดหน้าต่างห้องเรียน

ดูเมฆบนฟ้าที่เคลื่อนคล้อยตามกระแสลมเป็นรูปร่างต่างๆเท่าที่เด็ก5ขวบจะมีปัญญาจินตนาการ

แล้วก็เคยโดนไม้เรียวฟาดเผี๊ยะเพียงเพราะสาเหตุนี้

(นี่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าระบบเผด็จการถูกนำมาใช้ในโรงเรียนตั้งแต่ชั้นปฐมวัย)

 


เทอมแรกผ่านไปผลการเรียนประกาศออกมาว่าเพื่อนคนที่ผมย้ายตามมานี้สอบได้ที่ 1 ของห้อง

ส่วนผมได้ที่ 12 ผมดีใจมาก กลับไปบอกผู้ใหญ่ที่บ้านว่าผมเก่งกว่าเพราะได้ตั้ง 12 ซึ่งเยอะกว่า 1

แต่ผู้ใหญ่ส่ายหัวบอกว่าไม่ใช่ กรณีนี้คนที่ได้ตัวเลขน้อยๆเก่งกว่าคนที่ได้ตัวเลขเยอะๆ

แม้ผมรับฟังแบบงงๆ แต่จากนั้นเป็นต้นมาผมก็พยายามสอบได้เลขตัวเดียวมาตลอด

จากที่ 12 มา 8 แล้วก็วนเวียนอยู่ใน 5 อันดับแรกของห้องจนจบชั้นป.6

ซึ่งระหว่างนั้นก็เคยได้ที่1กับเขาอยู่สองครั้ง

พอขึ้นป.1 การนอนกลางวันถูกตัดออกไป แต่เพิ่มการสวดมนต์ยาวๆในเย็นวันศุกร์แทน

 


หลังจากที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ จนถึงป.2

ทางโรงเรียนก็ย้ายไปตั้งอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ที่มีเนื้อที่กว้างขวางขึ้น

ที่สนามเด็กเล่นแห่งใหม่มีม้าโยกเหล็กที่ทำเป็นรูปรถไฟ นั่งกันได้ครั้งละหลายคน เด็กๆชอบกันมาก

ถึงกับต้องต่อคิวรอกันเลยทีเดียว โยกไปโยกมาจนเพื่อนผมคนหนึ่งชื่อหนุ่มเกิดอุบัติเหตุจนนิ้วขาด

แต่หลังเกิดเหตุไม่นานครูก็รีบเก็บนิ้วล้างน้ำใส่ถุงพลาสติก พาไปเย็บต่อได้เหมือนเดิม

ตั้งแต่นั้นมารถไฟคันนี้เด็กไม่ค่อยกล้าขึ้นกันอีกเลย

 

 

การเรียนเริ่มมาสนุกขึ้นตอนช่วงประถมตอนปลาย

มีกิจกรรมการเรียนการสอนที่เข้มข้นขึ้นสำหรับเด็กโต มีวิชาลูกเสือที่ต้องเข้าค่ายพักแรม

และต้องเดินทางไกล มีการแข่งกีฬาสี การทัศนศึกษานอกโรงเรียน ฯลฯ

และจากที่เคยเรียนแต่ภาษาไทยมาตลอด 6 ปี

ก็เริ่มมีวิชาภาษาอังกฤษเข้ามาในตารางสอนครั้งแรกเมื่อตอนป.5

ที่จริงแล้วผมกับภาษาอังกฤษคุ้นเคยกันมาหลายปีก่อนหน้านั้นแล้ว

เพราะผมโชคดีที่มีคุณแม่ที่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนประถมอีกแห่งหนึ่ง

คอยปูพื้นฐานด้านแกรมม่าร์ให้ผมมาแล้วเป็นอย่างดีจากที่บ้าน

แต่ผมก็โชคดีซ้ำสองที่คุณครูสอนภาษาอังกฤษที่สอนผมอยู่ที่โรงเรียน

ก็เป็นครูที่ดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เด็กชั้นประถมจะพึงมีเหมือนกัน

ท่านชื่อคุณครูปาริชาติ ผู้ไม่เพียงให้ความรู้ด้านวิชาการ

แต่ยังสอนลูกศิษย์ให้รู้จักใช้สมองคิดในการดำรงชีวิตอยู่ในโลก

เป็นครูที่มีเมตตา รักและเอ็นดูลูกศิษย์อย่างสม่ำเสมอ

(ใครที่เคยดูหนังแนวชีวิตในรั้วโรงเรียนที่ดีที่สุดตลอดกาลอย่าง Dead Poets Society

คงจะประทับใจครูภาษาอังกฤษในเรื่องที่ชื่อ Mr.John Keating

ผู้สอนให้เด็กเห็นมุมมองด้านอื่นๆของชีวิตและกล้าที่จะเดินไปตามเส้นทางฝันของตัวเอง

และคงอยากจะมีครูแบบนี้สักคนในชีวิตจริง)

สำหรับผมแล้ว คุณครูปาริชาตินี่แหละคือครู Keating ของผม

เป็นครูที่ผมตั้งอกตั้งใจบันทึกทุกถ้อยคำที่ครูสอนเก็บเอาไว้ในความทรงจำไปตราบนานเท่านาน

 

วันสุดท้ายของการเรียนโรงเรียนประถมแห่งนี้

คุณครูปาริชาติได้ยืนกล่าวปัจฉิมโอวาทต่อหน้าผมและเพื่อนทั้งห้อง ซึ่งจบลงด้วยประโยคว่า

"ขอให้พวกเธอทุกคนมีอนาคตที่ดีต่อไป ใครที่มีปัญหาอะไรก็กลับมาหาครูคนนีู้ได้เสมอ"

 


 

จากวันนั้นเวลาผ่านไปนับสิบๆปีที่ผมจากบ้านเกิดเมืองนอนล้มลุกคลุกคลานกับชีวิตมาพอสมควร

ทุกวันนี้ผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ชีวิตสมัยเด็กนักเรียนในรั้วโรงเรียนอนุบาลนั้นกลายเป็นภาพความทรงจำสีจางๆ

แต่ผมยังคงฝันมาตลอดว่าสักวันจะได้กลับไปเยี่ยมเยือนอีกสักครั้ง และหวังว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ

คุณครูคีติ้งของผมจะยังคงสอนอยู่ที่นั่นเช่นเดิม

แต่ผมไม่นึกฝันเลยว่าความฝันนี้อยู่ๆก็กลายมาเป็นความจริงที่แสนประทับใจในวันนี้เอง

 

 

ครั้งแรกที่ผมได้กลับมาเห็นโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้อีกครั้ง

ผมพยายามกวาดสายตามองหาจุดที่อาจจะช่วยเตือนให้ผมนึกย้อนไปถึงภาพในอดีตได้

แต่ก็แทบจะไม่เหลืออะไรอย่างที่เคยเห็นในวันวาน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก

พื้นดินที่ผมเคยใช้จอบขุดด้วยท่าทางเก้ๆกังๆในวิชาเกษตร..

แปลงดินที่ครูประจำชั้นเคยพาปลูกต้นเทียนหลากสีสัน..

สนามหญ้าืั้ที่เคยใช้เป็นที่ดีดลูกแก้วยามพักเที่ยง..

ที่ซึ่งเคยเป็นที่เตะฟุตบอลที่ผมอยู่ในตำแหน่งแบ็คขวา..

และเคยเป็นบริเวณที่มีหญ้าที่มีลักษณะคล้ายหงอนไก่ชอบขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

ซึ่งเด็กๆชอบถอนเอามาฟาดแข่งกันว่าไก่ของใครจะหัวขาดก่อน

ทั้งหมดที่ว่ามานี้กลายสภาพเป็นพื้นปูนซีเมนต์ที่ดูแข็งกระด้าง ไร้ชีวิตชีวา

อาคารเรียนหลังไม้เก่าๆขนาดย่อม2ชั้นที่ดูอบอุ่นกลายเป็นตึก4ชั้นที่ดูทันสมัยแต่ดูแออัดยัดเยียด

ไม่มีร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งเคยมีรถไฟหรรษาที่มุมหนึ่งของสนามเด็กเล่น

ไม่มีวี่แววว่าจะเคยมีตาแป๊ะแก่ๆฟันหลอที่จูงจักรยานคันเก่าๆที่ท้ายรถมีกระติกใบเล็กๆ

ใส่ไอติมหลอดมาขายเด็กนักเรียนทุกวี่วัน ซึ่งผมและเพื่อนๆเคยเป็นลูกค้าประจำ

ไม่มีผองเพื่อนในวัยเด็กที่ส่วนใหญ่ไม่เคยได้พบเจอกันอีกเลยหลังจากวันสุดท้ายในโรงเรียนได้มาถึง

ครูหลายท่านที่เคยสอน บ้างก็ย้ายไปสอนที่โรงเรียนอื่น บ้างก็ปลดเกษียณไปแล้ว

บ้างก็เสียชีวิตลงตามอายุขัย

แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางวัตถุเหล่านั้น

สิ่งเดียวที่เป็นเสมือนตัวแทนของความทรงจำในอดีตที่ยังคงเหลืออยู่ในโรงเรียนอนุบาลของผมในวันนี้่

ก็คือ.. คุณครูปาริชาติ

นับเป็นโชคดีที่ได้กลับมาพบกับคุณครูที่เคยสร้างแรงบันดาลใจมากมายให้ผมได้อีกครั้ง

คุณครูปาริชาติในวันนี้แม้จะดูสูงอายุขึ้น แต่ก็ยังคงสง่างาม กระฉับกระเฉง

การแต่งกายเรียบง่ายดูสมถะแต่แฝงล้นด้วยภูมิปัญญาและจิตวิญญาณของความเป็นครู

และมีความกระตือรือล้นต่อหน้าที่อย่างเต็มเปี่ยมเหมือนเดิม

จนถึงวันนี้คุณครูปาริชาติสอนมาแล้วร่วม30ปี

สร้างเยาวชนให้เป็นคนที่มีคุณภาพในสังคมมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน รุ่นแล้วรุ่นเล่า

และเหลือเวลาอีกไม่เกิน10ปีก็จะ็ถึงวัยเกษียณอายุตามครูรุ่นพีุุ่

แต่น่าประทับใจจนน่าทึ่งที่ท่านยังคงจำลูกศิษย์เก่าๆอย่างผมได้อย่างแม่นยำทุกๆรายละเอียด

ท่านลุกขึ้นต้อนรับและสละเวลาสนทนาปราศัยถามสารทุกข์สุขดิบของผมด้วยไมตรีจิตสนิทสนม

ราวกับว่าความเป็นครูกับศิษย์ระหว่างเราเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวานนี้เอง

และเปิดเผยความจริงให้ผมรู้ว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่วันท่านก็พยายามเดินทางเสาะหาเพื่อเยี่ยมเยียนผม

ถึงที่พำนัักของผมด้วยเช่นกัน(แต่ไม่เจอกัน)

คนในครอบครัวของท่านผู้ทำหน้าที่เป็นสารถีให้ก็ถามท่านด้วยความสงสัยว่าทำไมต้องดั้นด้น

ตามหาลูกศิษย์เก่าๆคนหนึ่งที่เคยสอนมาสิบปียี่สิบปีแล้วแบบนี้ด้วย

ท่านตอบสั้นๆว่า "มันเป็นความผูกพัน"

คนในครอบครัวของท่านจะรู้สึกอย่างไรผมไม่รู้

แต่สำหรับผมแล้ว...นี่เป็นประโยคสั้นๆที่น่าตื้นตันใจที่สุดที่ผมเคยได้ยินมาจากปาก

ของผู้ที่มีอาชีพซึ่งบางคนเปรียบเปรยเอาไว้อย่างน่าน้อยใจว่าเป็นเหมือนเรือจ้าง

ทั้งๆที่ความจริงแล้วคุณครูปาริชาติของผมได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่านี่เป็นอาชีพที่

น่ายกย่องบูชามากที่สุดอาชีพหนึ่งของโลก

ใช่แล้วครับ... อาชีพครู

 


 

หวังว่าเอนทรี่นี้คงจะช่วยทำให้ทุกคนได้หวนนึกถึงครู Keating ของตัวเองกันได้บ้าง

 

ท่านผู้นั้นอาจจะอยู่ในโรงเรียนระดับประถม มัธยม หรือมหาวิทยาลัยของคุณก็ได้

อย่าปล่อยให้ท่านเป็นเพียงบุคคลในอดีตในสถานที่เก่าๆที่คุณลืมเลือนไปนาน

หาวันว่างๆสักวันแล้วทำให้วันนั้นกลายเป็นวันที่งดงามที่สุดวันหนึ่งในชีวิต

ด้วยการหาพวงมาลัยงามๆสักพวงกลับไปมอบให้แด่บุคคลที่เคยมีส่วนช่วยผลักดัน

ให้คุณได้สามารถก้าวมาถึงจุดที่คุณได้เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้กันเถอะครับ

แล้วทำให้ท่านได้เห็นว่าสิ่งที่ตัวท่านได้ทำ้มาครึ่งค่อนชีวิตนั้น

ไม่ได้มีความหมายเป็นแค่"คนพายเรือจ้าง"ในสายตาของลูกศิษย์อย่างคุณแม้แต่น้อย

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

มีเหตุผลหลายข้อที่ทำให้ผมชอบ entry นี้มากๆ

1.ผมมีอาชีพเป็นครูครับ

2.ผมเองก็มี Dead Poet เป็นหนังเรื่องโปรดเรื่องหนึ่งเช่นกัน

3.ผมสอนวรรณคดีเช่นเดียวกับ ครู Keating และหนังเรื่องนี้เป็น inspiration ในการสอนของผมมาก

4.ผมเคารพอาชีพครูอย่างสูง ถ้าไม่นับว่ามันคืออาชีพ แต่ผมก็มีครู keating ของผมเหมือนกัน ในแง่นี้ผมจึงแชร์กับคุณ Ripley ที่เรามีครูเป็น "แม่แบบ" เหมือนกัน

5.เท่าที่อ่าน ผมเดาว่าคุณ Ripley ค่อนข้างเป็นคน nostalgia (รำลึกความหลัง) ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยฝังลึกของผม และผมก็มีความหลังที่ดีมากกับรร.ประถมของผม ที่ชอบหวนรำลึกอยู่บ่อยๆ และเมื่อมีโอกาส ผมไม่เคยลังเลที่จะไปเยี่ยมเยียน แม้ทุกวันนี้จะไม่ได้เจอครูรุ่นที่สอนผมแล้วก็ตาม

สรุป ชอบ entry นี้มากๆครับ
big smile
Hot!

#1 By Art VS. Ying on 2008-02-06 21:33

ทำให้นึกถึงตอนที่ผมยังอยูอนุบาลเลย นอนไม่หลับเหมือนกัน และโดนฟาดเหมือนกัน ... (แต่ไม่ใช่ไม้เรียวนะฮะ ...)
angry smile Hot!

#2 By DynamoZero on 2008-02-06 22:09

สวัสดีครับคุณครูอาร์ทdouble wink

#3 By Ripley on 2008-02-06 22:11

วงจรชีวิตวัยเด็กคล้ายๆกันเลย..คงเป็นเพราะโรงเรียนต่างจังหวัด...แล้วก็มีครูที่ให้ระลึกถึงเหมือนกัน

#4 By wesong on 2008-02-06 22:17

มีคุณครูที่เคารพรักอยู่หลายคนค่ะ

กลับบ้านต่างจังหวัดทีไรเจอตลอด เพราะบ้านอยู่หน้าโรงเรียน ข่าวคราวของครูทุกท่านเลยไม่หายไปไหน big smile Hot!
โอ้ว..เป็นเอนทรี่ที่น่ารักจังเลยค่ะ confused smile

ชีวิตตอนอยู่ชั้นอนุบาลคล้ายๆกันเลยค่ะ...มี อ. ปักที่อกด้วย ฮาๆๆ

เมื่อ 3 เดือนก่อนเพิ่งกลับไปเยี่ยมโรงเรียนมาเองค่ะ ...
คุณครูแต่ละท่านยังอยู่ครบเลย แต่บางท่านก็เกษียณไป..แต่อาคารก็..เปลี่ยนไปจริงๆแหละค่ะ
^-^ ยาวดีจังครับ
เมืองที่ผมโตมาก็เป็นเมืองเล็กเล็กครับ ถึงบ้านจะไม่ได้อยู่ข้างโรงเรียนแต่ คงเพราะบ้านผมอยู่ข้างตลาดสดละมั้ง ผมจึงเจอคุณครูเกือบทุกวัน ไม่ท่านที่สอนผมสมัยประถม ก็ท่านที่สอนผมสมัยมัธยม เจอบ่อยเสียจน ผมลืมคิดถึงท่านไปเลยopen-mounthed smile

อ่านแล้วก็นึกถึงเรื่องตอนเด็กของตัวเอง ...ผมจำอะไรไม่ค่อยได้นักหรอกครับ ฮะฮะ sad smile Hot!

#8 By อารัส on 2008-02-07 01:05

ชอบเอ็นทรี่นี้มากๆเลยครับพี่Ripley
Dead Poets Society เป็นหนังในดวงใจของผมด้วยครับ

หลายๆอย่างในเอ็นทรี่นี้ ผมรู้สึกเหมือนได้หวนกลับไป ในช่วงวัยเด็กเช่นกัน อย่าขุดดินสร้างบ่อ แปลงผัก วิ่งเล่นในสนาม

ทำให้ตัวผมเหมือนได้นั่งไทม์แมทชีนกลับไปในความทรงจำอันเลือนลางว่า "ผมก็มีคุณครูคีทติ้งของผมเหมือนกันครับ" ครูคีทติ้งของผม ท่านชื่อว่า "คุณครูสุดารันต์" ประทับใจหลายๆอย่างมากๆ เป็นห่วงเด็กทุกคนได้อย่างเท่าเทียม จนผมอดภูมิใจไม่ได้เช่นกันว่า ผมก็เป็นคนพิเศษของท่านเช่นกัน

และอ่านเรื่อยๆมาจนมาสะดุดกับคำว่า "มันเป็นความผูกพัน" ความรู้สึกทั้งมวลพร้อมความทรงจำในวัยเด็ก นันพร้อมทะลักทลายออกมาเพราะ

"มันเป็นความพูกพัน"Hot!

ปล. ผมจะกตัญญูคุณครู = ระลึกถึงพระคุณของครู
และ ผมจะกตเวทิตาคุณครู = ตอบแทนพระคุณของคุณครู
อ่านแล้วนึกถึงชีวิตตอนประถมเลยไม่มีอะไรจะอิสระเท่านี้อีกแล้ว ตอนเด็ก ๆ เราคิดว่าถ้าโตเป็นผู้ใหญ่จะมีอิสระอยากทำไรก็ได้ทำแต่พอโตมาแล้วไม่เป็นยังงั้นเลยคืออิสระน้อยลงเพราะต้องเรียนหนังสือ ทำงาน ค้นคว้ามากขึ้น ไม่เหมือนสมัยประถมอยากเล่นกับเพื่อนตอนไหนก็เล่น ตอนเรียนก็คุยก้หยอกกันได้สนุก

#10 By Frankie8 on 2008-02-07 03:14

คิดถึงครูเลยค่ะbig smile

#11 By sjtree on 2008-02-07 08:11

คุณครูเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆ VaR ชอบรังแกเพื่อน ต้องไม่จริงแน่ๆเลยค่ะsad smile

#12 By VAR on 2008-02-07 09:30

พอผมย้อนอดีตกลับเป็นคนที่ไม่ค่อยผูกพันกับชั้นประถมซักเท่าไหร่ เพราะการเป็นเด็กขี้อาย แถมเป็นเด็กเก็บตัว แต่มีอย่างนึงที่จำได้ โรงเรียนผมอยู่ซอยเดียวกับสำนักพิมพ์วิบูลกิย์ จำได้ตอนเด็ก เคยลื้อขยะหน้าโรงพิมพ์ ได้การ์ตูนอ่านฟรีมาหลายเล่ม ติดอ่านการ์ตูนรายสัปดาห์ ZERO ทุกอาทิตย์ ชื่นชอบภาพปกการ์ตูนสมัยนั้นมากจนเป็นแรงผลักให้อยากเขียนภาพปกการ์ตูน จนมีวันนึงผมเกิดคึกเดินเข้าไปสำนักพิมพ์
เพื่อไปของานเขียนปก แต่ตอนนั้นฝีมือไม่ถึงเลยไม่ได้ทำ แต่ชีวิตก็วนเวียนอยู่แถวนั้นอีกนานโขทีเดียว
ตอนแรกผมคิดว่าเราไม่ค่อยมีอะไรผูกพันกับโรงเรียนเท่าไหร่แต่มีช่วงนึงที่ผมได้เป็นพนักงานบริษัทโฆษณา ซึ่งมันก็อยู่ซอยเดียวกับโรงเรียนประถมผมเลยมีโอกาสมาที่โรงเรียนประถมเก่า
ความรู้สึกแรกที่เดินเข้าไป มันตื่นตันใจครับ
ได้เห็นภาพเก่าๆ ของทุกอย่างมันดูเล็กไปหมด
สนามฟุตบอลเป็นอาคารไปแล้ว นึกถึงภาพเด็กผู้หญิงป.3มาสารภาพรักผมเพราะเพื่อนของเค้าวิ่งเอารูปที่เค้าเขียนภาพแต่งงานโดยมีชื่อชี้ผู้ชายในชุดจ้าวบ่าวเป็นชื่อผม(ตอนนั้นผมอยู่ ป. 6) นึกถึงคนที่เคยแอบปิ๊งสมัยอนุบาล(ผมเรียนที่นั่นตั้งแต่อนุบาลถึงป.6)
มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายที่ผมลืมไปแล้ว ในที่สุดผมก็นึกถึงครูคนนึงได้เป็นคูที่ผมคิดว่าสุดยอดแล้ว
ขอโทษนะครับที่ผมจำชื่อท่านไม่ได้ ท่านพยายามเคี่ยวเข็นสอนภาษาอังกฤษ เล่าเรื่องตลกเก่ง และถ้าใครได้ท็อปวิชาแก แกจะให้comic ภาษาอังกฤษเป็นรางวัล ซึ่งผมไม่เคยได้จากแกซักเล่ม! ดีครับสุดท้าย
จากวีรกรรมเด็กเลว สมัยเด็ก เด็กผู้ชายมักสงสัย
ว่าใต้กระโปรงผู้หญิงมีอะไรก็เลยเอากระจกติดกับรองเท้าไปส่องดู ผมไม่เคยทำเองครับแต่ผมไปยืนข้างๆเพื่อนดูรองเท้ามัน.....

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! confused smile sad smile
เห็นอีกทีตกใจครับไม่ได้คิดว่าจะพิมพ์ยาวขนาดนี้มันเหมือนได้ย้อนเวลา ไปกับเอ็นทรี่นี้ แล้วของคนอื่นครับมีเรื่องราวอะไรบ้างอยากรู้จัง
อย่างนี้ถึงได้มีคำเปรียบว่า ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่ 2 ของมนุษย์..big smile

Hot!

#15 By ✿Decies✿ on 2008-02-07 14:03

ผมก็ใกล้จบแล้วด้วย เลยยิ่งเฮิร์ทไปกันใหญ่ 555+

ผมกลับประทับใจระบบการศึกษาในรร.น้อยมากๆ และเบื่อครูหลายคนในชีวิต

และอาจเพราะครูแสดงความรักได้ไม่เหมือนกัน ทำให้เราไม่รู้ว่า ใครกันแน่ที่ยินดีกับเราอย่างแท้จริง

คำตอบ--คงต้องให้เวลาพิสูจน์
แต่กระนั้นในบทเรียนที่เราเคารพรักและผูกพันยิ่ง จะไม่มีวันที่ผมจะลืมบุญคุณที่ท่านอบรมเราขึ้นมา

อายิ่งเขียนตอบยิ่งคิดถึงคุณครูวัยประถมแหะsad smile

#16 By Crozzax on 2008-02-07 15:33

เดี๊ยวนี้คงไม่มีแล้วเนอะ รึถ้ามีอาจจะน้อยมาก

น้ำหรับชอคกับกระดานดำ

*****

ตอนนี้ เวลาผ่านโรงเรียนที่เราเรียนตอนประถมแล้วคิดถึงมากๆ

ครูที่เคยสอน ตอนนี้ยังสอนอยู่แค่2-3คนเอง

คิดถึงครูจัง
big smile น่าอิจฉาจังค่ะ 8 ปีแน่ะ

ดีจังค่ะ

การย้ายโรงเรียนบ่อย ก็มีทั้งดีและไม่ดีนะคะ

big smile ปรับตัวก็ไม่ได้คิดมากค่ะตอนนั้น เพราะเด็กติดพ่อติดแม่ค่ะ

เพื่อนไม่เยอะ เพราะมีพี่สาวพี่ชาย กับใครต่อใครหลังกลับบ้าน

ส่วนการเรียนก็ตามที่ได้ค่ะ ย้ายไปเรื่อย เรียนไม่เหมือนกันสักอย่าง แฮ่ะ ๆ ดีแต่ตอนมัธยมนี่อยู่เป็นที่เป็นทางค่ะ ไม่งั้นแย่เลย มันจะงงเอาน่ะสิคะ sad smile

ปล. ชอบเรียนหนังสือแบบอ่านเองค่ะ เลยไม่ค่อยอะไรกับคุณครูมาก แต่เชื่อเลยนะคะว่าครูที่จำลูกศิษย์ได้เนี่ย เป็นคนที่ใส่ใจมาก ๆ ค่ะ ชอบคนแบบนี้ค่ะ big smile

#18 By tungmay on 2008-02-07 20:35

it's a song from Stereophonics ka
written by Kelly Jones,my fav musician :)

เด๋วมาอ่านต่อนะคะ
ตอนนี้ติดเล่นhuman petsมากกก
งานการไม่ทำ

#19 By Tabitha Vixx on 2008-02-07 23:37

ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมรำลึกถึงคุณครูกันนะครับ

Reply :

คุณอาร์ท..ดีใจที่ได้รู้จักลูกศิษย์ของครูคีติ้งอีกรายครับ

คุณVaR..แกล้งเพื่อนจนถึงขั้นเลือดตกยางออกเลยรึเปล่าครับsad smile

น้องออฟ..ช่างเป็นลูกศิษย์ที่น่ารักอะไรอย่างนี้ครับ

คุณเล็ก..ที่แท้คุณบ้านอยู่ใกล้วิบูลย์กิจแบบนี้เอง จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณอยากเป็นนักวาดการ์ตูน ดีใจด้วยครับที่คุณก็ทำได้สำเร็จ ส่วนวีรกรรมสมัยเด็กประถมนี่แสบใช่ย่อยเลยนะครับsad smile

คุณDecies..พูดได้ถูกต้องมากครับ คุณครูคือพ่อแม่ที่ดูแลเราในรั้วโรงเรียนนั่นเอง

คุณเป้ย..แล้วสมัยนี้เขาใช้อะไรแทนชอล์กกับกระดานดำครับ
embarrassed

#20 By Ripley on 2008-02-08 08:11

สารภาพว่า พอเรียนจบประถมแล้ว กลับไปที่โรงเรียนประถมแค่ครั้งเดียวคือตอน ม.1 แล้วไม่เคยกลับไปอีกเลยค่ะ อ่านเอนทรี่นี้ของคุณ Ripley แล้วทำให้รู้สึกอยากลองกลับไปบ้าง แต่ถ้ากลับไปดูจริงๆ คงต้องเป็นเสาร์อาทิตย์ที่โรงเรียนเงียบเหงาไม่มีคน เพราะวันธรรมดาก็ต้องทำงาน เลยไปเห็นโรงเรียนสภาพปกติไม่ได้

คุณครูที่เรารักมากที่สุดในความทรงจำเรา ไม่รู้ตอนนี้เขาไปอยู่ที่ไหนแล้วค่ะ เพราะเขาก็ลาออกไปตั้งแต่เรายังไม่จบ ป.6 เลย

ยังไม่แน่ใจเลยว่า ถ้าเจอกันจะยังจำได้อยู่ไหม

Hot! Hot!

#21 By GroovyBee on 2008-02-08 09:37

อ่านแล้วนึกถึงคุณครูขึ้นมาทันทีเลยครับHot!

ชอบประโยคสุดท้ายครับ เพราะครูไม่ได้เป็นคนพายเรือจ้าง แต่เป็นแสงสว่างนำทางลูกศิษย์cry

ปล.เดี๋ยวนี้ใช้ปากกาเคมี(ปากกาไวท์บอร์ด) กับ กระดานไวท์บอร์ดครับ

#22 By SkyKiD on 2008-02-08 10:43

มีคุณครูปาริชาติเหมือนกันเลย แต่คนละคนกัน


บอกได้คำเดียวว่า....ครู ไม่ใช่ แค่ครู
ทำมากกว่าหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเยอะเลย..
บางทีท่านอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
ลูกศิษย์ท่านบางคนได้ดี ยิ่งใหญ่ถึงไหนๆแล้ว แต่ครูยังอยู่ที่เดิม สร้างคนให้เป็นคน(ดีๆ)ต่อไป..

double wink

#23 By Am not the supersTaR~* on 2008-02-08 15:24

จำได้ว่าเคยทำวีระกรรมแสบๆกับครูไว้มาก sad smile ทำให้ครูปวดหัว ทำให้ครูวุ่นวาย

แต่ถึงกระนั้นก็เป็นรักคุณครูค่ะ


.
เราเติบโตขึ้นมาเพราะครู surprised smile

#24 By ire_u on 2008-02-09 09:13

ขอชื่นชม entry นี้
ไม่เพียงแต่เล่าประสบการณ์ ยังแฝงจิตสำนึกที่ดีอีกด้วย

ครู เป็นผู้เสียสะ เป็นผู้ให้ คอยชี้นำ คอยขัดเกลาจิต ช่วยยกระดับจิตวิญญาณ เห็นด้วยว่าอาชีพครูน่ายกย่องมากที่สุดอาชีพหนึ่งของโลก

อ่านแล้วคิดถึงครูอาจารย์มากขึ้น
และสำนึกในความดีของครูปัจจุบันด้วย sad smile
โดยส่วนตัว ทั้งการเรียนและการใช้ชีวิตมีครูเป็นแรงบันดาลใจเสมอ คิดถึงครูสมัยอนุบาล ครูสมัยประถมนั้น หลายท่านย้ายไปสอนที่อื่นแล้ว คิดแล้วอยากพบท่านจัง
ส่วนครูมัธยม กราบไหว้อยู่ทุกวันที่ไปโรงเรียน
ครูท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า สิ่งที่ครูทำครูไม่ได้หวังอะไร ครูเห็นพวกเธอได้ดี ได้เรียนที่ดีๆ มีงานทำดีๆ นี่ล่ะความสุขของครู แค่นี้แหละครูแฮปปี้แล้ว (ครูท่านนี้พูดจาเป็นกันเองกับนักเรียนมากเลย)เทิดทูนครูท่านนี้มาก
ครูท่านนี้ได้ไปสอนให้กับนักเรียนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อเร็วๆนี้ที่ผ่านมาด้วยล่ะ น่ายกย่องจริงๆ ครูดีมีหลายคน อยากจะบอก

ต่อยอด..ทุกวันนี้ เด็กสมัยนี้ยังเคารพครูบาอาจารย์อยู่มั้ย? ครูอาจารย์ยังเป็นครูอาจารย์อยู่รึป่าว?
แต่นั่นก็เป็นส่วนน้อย (ที่ไม่น่าจะมองข้าม) สังคมเราให้ความสำคัญกับครูมากน้อยแค่ไหน? น่าเก็บข้อมูลจริงๆ sad smile

ปล.ภาพสวยนะคะ Hot!

#25 By antzzer on 2008-02-09 22:26

โอ้ว เจ๋งครับ ได้มองย้อนไปวันเก่าๆ
และดูครูตัวเองในปัจจุบันด้วย

มันเป็นความผูกพันจริงๆ ครับ

ขอเล่าด้วยครับ
เพราะอ่านเอ็นทรี่นี้แล้วผมนึกถึงครูคนนึงได้
ชื่อว่าครูอุทุมพรครับ เป็นครูสอนฟิสิกส์
สนิทกันตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกที..เรียกชื่อเล่นตูแล้วซะงั้น sad smile

ที่ประทับใจคือ ตอนผมสอบติดสัตวแพทย์
เดินผ่านกัน แกก็จะพูดกับผมประมาณว่า
ต่อไปเอ็งจะได้ไปล้วงตูดวัว ตูดควาย เดินไล่ควายตามท้องถนนแล้วนะ

อืม...sad smile

แต่แกก็บอกว่า สำคัญอยู่ที่เราชอบน่ะนะ
ล้วงตูดควาย ล้างมือมันก็หายเหม็น
อยู่กับสิ่งชอบ ยังไงมันก็ต้องทำได้ใช่ม่ะ confused smile

...ถ้าต่อไปผมเปิดคลีนิคหรือโรงพยาบาลสัตว์
ผมจะให้แกเอาสัตว์ไปรักษาฟรีครับ...

Hot! Hot!

#26 By ปิงกรู on 2008-02-10 00:11

ท่านตอบสั้นๆว่า "มันเป็นความผูกพัน"

เพราะประโยคนี้ น้ำตาไหลเลย
ตอนเด็กๆชอบถูกครูทำโทษ
ให้ไปนั่งอยู่หน้าห้อง
ส่วนเพื่อนคนอื่นก็นอน(ตอนอนุบาล)
...ย้อนกลับไปคิด ตอนนั้นมันก็ตลกดีนะคะ
ฟังครูเม้าท์กัน แกะสีที่ทาผนังไป
ร้องเพลงไป ทุกวันๆ ทำไมถึงไม่เบื่อนะ

#28 By sebin_เซบิน on 2008-02-10 14:30

ยินดีด้วยครับที่ได้เรียนชั้นอนุบาล พอดีผมขึ้นป.1 ไม่เคยเรียนชั้นอนุบาล

สำหรับเรื่องตอนที่เพื่อนนักเรียนนิ้วขาด ผมกลัวแทนเลย เพราะโรงเรียนที่ผมเคยเรียนอยู่ ไม่เคยมีเหตุการณ์ร้ายแรงแบบนี้ ผมเรียนชั้น ป.1 จนถึง ม.3 ในโรงเรียนเดียวกัน

ถ้ากลับไปยังโรงเรียนเก่าที่เคยเรียน คิดว่าหลายๆ คนก็คงเหมือนๆ กัน ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปตามเวลา ทุกอย่างที่เคยเป็นตอนที่เราเคยอยู่ กลับไปอีกทีทุกอย่างก็กลายเป็นแค่อดีตจริงๆ

#29 By Dream-Box on 2008-02-10 21:00

เราเจอกันบ่อยเกินไปหรือเปล่าเนี่ย 555+ XD
เนจังเองก้อใช่ว่าจะลืมคุณครูอ่ะน้า -*-
แต่ว่าคุณครูตอนสมัยประถามลืมไปหมดแหล่ว
จำได้แค่ตอนมหาลัย ....
เพราะพระคุณของท่าน "วิจัย" ตัวสุดท้ายเรยผ่าน!! TT[]TT
โฮวววววววววว!! ขอบคุงมากคร่าอาจานนนนน!!
ตอนเด็กๆ อยากโตเป็นผู้ใหญ่ไวไว
แต่ทำไมพอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
อยากกลับไปเป็นเด็ก...
พอหวนคิดถึงอดีต
คิดถึงเพื่อน คิดถึงคุณครู(ลิ้นจี่) คิดถึงโรงเรียน เช่นกันคะ

surprised smile

#31 By poppo on 2008-02-11 13:35

ทุกๆ ครั้งที่ได้กลับไปยังโรงเรียนแห่งแรกที่ให้การศึกษากับตัวผมเอง

จะรู้สึกดีเสมอ

เพราะอาจารย์ เกือบทุกท่านที่ได้คอยอบรมสั่งสอนเรา

ท่านก็ยังคงอยู่ และจะคอยติดตามความเป็นไปของลูกศิษย์ทุกคน

ท่านทราบได้อย่างไรว่า คนนั้นทำงานนั้น เรียนจบที่นั้น

นั้นคงเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ในความรู้สึกของใครบางคน

แต่ในความรู้สึกของผม มันช่างดีจริงๆ ที่ท่านยังคงเป็นห่วง

และคอยดูแลเราเสมอ ทั้งที่หางจากอ้อมอกของท่านก็นานเหลือเกิน

เมื่อปีใหม่นี้ผมก็ยังได้มีโอกาศไปนั่งคุยและเล่าเรื่องต่างๆ

ความรู้สึกของท่านที่มีต่อผม ยังไม่เปลี่ยนไปเลย

ยังคงเห็นผม เป็นเจ้าหนูที่แสนซน ของท่านเสมอ

และตัวผมเองก็ไม่มีวันจะลืม....พ่อครู และแม่ครู ที่แสนจะน่ารักอย่างนี้ได้เลย

อ่านแล้วความรู้สึกเดียวกันเลยคับ

Hot! big smile

#32 By Q... on 2008-02-11 23:41

อ่านแล้วอดคิดถึงคุณครูในสมัยประถมกับมัธยมไม่ได้เลย บรรยายได้ซึ้งดีจริง ๆ ทำให้หลาย ๆ คนได้สติ
ว่าได้รับความรู้ ความคิดอ่าน ที่ถูกต้องและมีระเบียบได้อย่างไร ต้องขอขอบคุณคุณครูทุก ๆ ท่าน ที่ใส่ใจ และทุ่มเท จนทำให้มีคนดีในสังคมจนถึงทุกวันนี้

จากก้นบึ้งของหัวใจลูกศิษย์คนหนึ่ง

#33 By โกวังมู๋ (203.150.235.220) on 2008-02-12 19:40

ดีจังเลยค่ะ ที่ยังจำช่วงชีวิตตอนเด็กๆได้

แต่ยังไงจะเล็กจะโตครูก็เป็นผู้มีพระคุณ big smile

#34 By vanish on 2008-02-14 18:26

คิดถึงอาจารย์แม่เลยอ่ะ

#35 By me design on 2008-02-14 20:02

Re:
คุณ SkyKID... ปากกาเคมีนี่เหม็นน่าดูเลยนะครับ มีสา่รที่เป็นพิษต่อร่างกาย น่าเห็นใจคุณครูนึกว่าพ้นจากฝุ่นชอล์กแล้วจะเจอ
อุปกรณ์การสอนที่ดีกว่า

คุณปิงกรู...
คุณคงจะเป็นคนที่รักสัตว์มากๆเลยนะครับ ขนาดตามตูดวัวตูดควายก็ยังมีความสุขsad smile
ผมเลี้ยงแต่แมว ถ้ามันป่วยผมพาไปหาคุณปิงกรูได้ป่าวdouble wink

#36 By Ripley on 2008-02-14 20:28

...

ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้น เมื่ออ่านเอนทรี่นี้
ก็คือ ภาคภูมิใจ กับสิ่งที่ได้ใกล้ชิดแลเห็นมาตั้งแต่เล็ก
เพราะคนเกือบทั้งครอบครัว มีอาชีพครูกันทั้งนั้น ...
ได้สัมผัสถึงความตั้งใจ เอาใจใส่ กับการบ่มเพาะ สร้างความงดงามแก่ชีวิตของเด็กๆ

... แม้ว่าในวันนั้น
เราจะแก่นแก้ว แสบซ่า อย่างไร
ในวันนี้ สิ่งที่เราได้รับการหล่อหลอมมานั้น
ก็ได้สร้างให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้
มีความคิด มีจิตสำนึก มีอะไรต่ออะไร ที่เราอาจไม่เคยนึกไว้ก่อนเลย ...

ขอบคุณนะคะ

big smile

#37 By กะจิ๋วหลิว on 2008-02-16 12:54

big smile เขียนได้วิเศษไปเลยครับ แต่ผมยิ้มตรงที่ ผมก็เรียน โรงเรียนอนุบาลที่ปักดอกบัวเหมือนกันครับ "อนุบาลภูเก็ต"

big smile big smile มีเพลงดอกนกยูง เป็นเพลงประจำโรงเรียนเหมือนกันไหมครับ confused smile

#38 By วาซาบิ on 2008-02-19 14:09

โรงเรียนอนุบาลภูเก็ต ฟังดูน่าเรียนจังครับ คงจะมีทิวทัศน์ริมทะเลที่สวยงามเป็นแบคกราวน์

โรงเรียนอนุบาลของผมสมัยนั้นรู้สึกจะไม่มีเพลงประจำโรงเรียนนะครับ
เพลงเดียวที่ร้องกันประจำคือเพลงชาติอะครับsad smile sad smile

#39 By Ripley on 2008-02-19 17:44

กราบคุณครูของหนู

ขอบคุรนะคะที่ครูเป็นครูของพวกเรา
ผมชอบblogของคุณ Ripley กับทุกคนที่เข้ามาตอบจังเลยครับ ทุกคนมีความตั้งใจที่แสดงทัศนคติอย่างจิงจัง หาได้ยากครับเมื่ออ่านที่บล็อคอื่น
ขอแสดงความคาราวะ กับความตั้งใจจริงของคุณRipley และทุกๆคนที่เข้ามาตอบอย่างจิงใจครับ
open-mounthed smile
ขอบคุณคุณเล็กมากๆครับสำหรับกำลังใจและที่มองเห็นคุณค่าที่อยู่ในบล็อกนี้
ในเอนทรี่นี้
คนที่มีจิตใจกว้างขวางและไม่มีอคติย่อมเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆตามที่เป็นจริงเสมอ
น่าสงสารที่บางคนกลับตามืดบอดมองไม่เห็นแสงสว่างทั้งๆที่มีดวงดาวเกลื่อนเต็มท้องฟ้า
..อนิจจา..

#42 By Ripley on 2008-02-20 17:59