ปรัชญาชีวิตของ Bernard Meltzer
posted on 22 Jan 2008 22:16 by ripley in Quote
'สุภาษิต' เป็นประโยคสั้นๆ
ที่มีพื้นฐานจากประสบการณ์ยาวๆ
นี่เป็นหนึ่งในหลากหลายคำคมเด็ดๆของ Bernard Meltzer(1917-1998)
ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของประสบการณ์ชีวิตอันเข้มข้นและยาวนานมากพอที่หากคุณได้รับรู้แล้วก็จะไม่แปลกใจเลย
ว่าทำไมสุภาษิตที่เปี่ยมไปด้วยสัจจธรรม ที่ทั้งอบอุ่น คมคาย แพรวพราวไปด้วยอารมณ์ขัน
และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนนับล้านมาแล้วทั่วโลก ซึ่งผมกำลังจะนำเสนอในเอนทรี่นี้นั้น
ล้วนแล้วแต่มาจากริมฝีปากของท่านผู้นี้ทั้งสิ้น้ี
ฺำ
Bernard Meltzer เกิดและเติบโตมาในถิ่นสลัมของครอบครัวชาวยิวที่อัตคัดขัดสนในแมนฮ้ตตั้น
ครอบครัวของเขาทั้ง 6 คน ประกอบด้วยพ่อผู้เป็นคนขายแรงงานเร่ร่อนตามโรงงานต่างๆ
แม่ผู้ยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้ลูกๆทุกคนท้องอิ่ม รวมทั้งพี่สาว 2 คน และน้องขายอีก 1 คน
ทั้งหมดอาศัยอยู่รวมกันในห้องแคบๆบนชั้น4ของอพาตเม้นท์เก่าๆ ที่ทั้งชั้นมีห้องน้ำเพียงห้องเดียว
ทุกๆเช้าทุกคนจะรีบวิ่งแข่งกับครอบครัวชาวยิวอีก5ครอบครัวเพื่อที่จะได้อยู่หัวแถวที่มีคิวยาวเหยียด
ในสมัยเด็กเขามีปัญหาในเรื่องของการอ่าน (อันเนื่องมาจากพัฒนาการทางสมองที่ล่าช้าผิดปกติ)
ทำให้เขาถูกครูสั่งให้แยกไปนั่งที่มุมห้องแล้วสวมหมวกที่เขียนคำว่า "อ้ายทึ่ม" ไว้บนหัว
เขาพยายามแก้ปัญหาที่น่าอับอายนี้ด้วยการวิ่งไปที่ห้องสมุดเกือบทุกครั้งที่ถึงเวลาพักเที่ยง
คว้าหนังสือพวกบทกวีนิพนธ์ต่างๆขึ้นไปตะโกนอ่านดังๆบนห้องใต้หลังคาบนชั้นสามเพียงลำพัง
พร้อมกับออกท่าทางราวกับนักแสดงละครของเช็กสเปียร์ผู้เจนเวที เขาทำแบบนั้นอยู่หลายปี
ซึ่งเป็นวิธีการที่เขาเรียกว่า"การเปลี่ยนสิ่งที่เป็นปัญหาให้เป็นทรัพย์สิน"
ในระหว่างนี้เขาไม่เพียงแต่พัฒนาความสามารถในการอ่าน
แต่ยังเกิดความรักและซาบซึ้งในบทกวีซึ่งได้ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเขาไปตลอดชีวิตอีกด้วย
ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ จากที่ถูกเรียกว่าอ้ายทึ่มในสมัยชั้นประถมตอนต้น
เขาเปลี่ยนมาเป็นนักเรียนระดับธรรมดาในชั้นประถมตอนปลาย
พอขึ้นชั้นมัธยม ความสามารถทางการอ่านของเขาสูงกว่าระดับเฉลี่ยของนักเรียนทั่วไป
และสามารถสอบเข้าเรียนต่อในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเวลาต่อมา
ในช่วงที่เป็นเด็กวัยรุ่น แม้ว่าเขาจะได้การยอมรับให้เป็นหัวหน้าของแก้งค์
ที่เจ๋งที่สุดในละแวกที่ระยำที่สุดของเมืองก็ตาม แต่เขาก็ยังเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวในระดับสูง
ทุกครั้งที่พาแก้งค์แอบมุดเข้าไปในโรงหนัง เขาจะค่อยๆแยกตัวออกมานั่งห่างไกลจากกลุ่มคน
เพื่อไม่ให้ลูกน้องมาเห็นน้ำตาของเขาซึ่งมักจะไหลนองหน้าทุกครั้งเมื่อเวลาถึงฉากสะเทือนใจ
เมื่อจบการศึกษา เขาเริ่มทำงานด้านวิศวกรรมโยธา เชี่ยวชาญด้านการวางผังเมือง การก่อสร้าง
อาคารที่ดิน ซึ่งในขณะที่เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ยังคงทำงานเป็นวิศวกรไปจนตลอดชีวิต
Meltzer ขยับขยายไปทำงานด้านเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคาร การประมูล
การบรรยาย และการศึกษา(เป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมายในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง)
เป็นนักจัดรายการวิทยุชั้นนำของอเมริกาอยู่หลายสิบปีที่มีเรตติ้งสูงสุดคือราวห้าล้านคนต่อสัปดาห์
ซึ่งผู้ฟังสามารถโทรศัพท์มาปรึกษาได้ภายใต้รายการสดที่ชื่อ "What's Your Problem?"
แม้ในช่วงท้ายของชีวิตเขาจะป่วยเป็นโรคพาร์คินสัน แต่เขาก็ยังคงมาแบ่งปันปรัชญาชีวิต
เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนนับล้านๆทางรายการวิทยุแห่งนี้ต่อไปอีกถึง 5 ปี
จนกระทั่งเสียชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องน่าทึ่งนี้ในวัย 81 ปี
ก่อนที่จะถึงวาทะเด็ดๆ ของ Meltzer ที่ผมได้รวบรวมมาแบ่งปันให้เพื่อนๆชาวบล็อกได้อ่านกันนั้น
อยากจะชี้ให้เห็นถึงข้อที่น่าสังเกตซึ่งถือเป็นจุดเด่นของวาทะของ Meltzer ซักหน่อย นั่นคือ
วาทะส่วนใหญ่ของเขานั้นจะไม่ใช้ถ้อยคำที่แสดงถึงความหมายที่ต้องการจะสื่ออย่างตรงๆทื่อๆ
แต่เขามักจะหยิบยกเอาเรื่องธรรมดาทั่วไปมาอุปมาอุปมัยให้คนฟังได้ฉุกคิดและค้นหาปรัชญา
ที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้นด้วยตัวเอง
หนึ่งในวาทะของเขาที่ผมชอบมากก็คือ "..เต่าเดินก้าวหน้า ตอนที่มันยื่นหัวออกจากกระดอง.."
ซึ่งผมได้เขียนประโยคนี้ติดป้ายเอาไว้เตือนใจในสวนหย่อมข้างบ้าน
ต่อมามีคุณหมอท่านหนึ่งผ่านมาเห็นเข้าแล้วไม่เข้าใจ จึงได้ถามความหมายจากผม
(หรือเขาอาจจะเข้าใจ แต่แกล้งมาลองภูมิผมรึเปล่าก็ไม่รู้)
ผมจึงได้อธิบายตามความเข้าใจของตนเองไปว่า "เวลาที่เต่ากลัวอะไรสักอย่าง
มันจะหดหัวหดหางอยู่ในกระดองนิ่งๆ ไม่ขยับตัวเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น
ดังนั้นเต่าจึงต้องขจัดความกลัวให้ได้เสียก่อนเพื่อที่จะสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้
ซึ่งเปรียบได้กับคนเราที่ย่อมไม่สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้หากปราศจากซึ่งความกล้าหาญ.."
เอาล่ะ ทีนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่คุณจะได้ค้นหาปรัชญาชีวิตดีๆ จากวาทะเด็ดๆของ Meltzer กันบ้าง
อยากรู้จังว่าวาทะไหนจะโดนใจคุณมากที่สุด และคุณได้ค้นพบอะไรบ้างจากวาทะนั้น?
ขอให้สนุกกันนะครับ
ความแตกต่าง...
ระหว่างหินขวางทาง
กับหินขั้นบันได
...อยู่ที่วิธีการใช้
ความผิดพลาด...
เป็นธรรมดาของมนุษย์
แต่เมื่อคุณพบว่า
ยางลบมันสึกหมดก่อนดินสอ
คุณก็จะไม่ทำผิดอีก
อย่าวิตก...
เพียงเพราะว่ามีบางคนเลียนแบบอย่างคุณ
ตราบใดที่เขายังตามรอยคุณอยู่
เขาก็ไม่อาจล้ำหน้าคุณไปได้
บทเรียนทางเศรษฐศาสตร์
ระยะฟื้นตัวคือ... ตอนเพื่อนบ้านของคุณตกงาน
ระยะตกต่ำคือ... ตอนคุณตกงาน
ระยะโกลาหลคือ... ตอนภรรยาคุณตกงาน
คนที่ทำงานด้วยมือ เราเรียกว่า ช่าง
คนที่ทำงานด้วยสมองเราเรียกว่า ปัญญาชน
คนที่ทำงานด้วยมือและสมอง รวมกับหัวใจ
เราเรียกว่า ศิลปิน
ผมไม่อาจให้สูตรแห่งความสำเร็จแก่คุณได้
แต่ผมมั่นใจว่า
ผมสามารถให้สูตรแห่งความล้มเหลวได้
มันเป็นอย่างนี้...
"พยายามเอาใจทุกคน"
ขณะที่คุณเป็นอยู่เดี๋ยวนี้
ผมก็เคยเป็นมาก่อน
ขณะที่ผมเป็นอยู่เดี๋ยวนี้
สักวันคุณอาจเป็นบ้าง
คุณไม่อาจอยู่เหนือโลกได้
หากคุณแบกโลกไว้บนบ่า
ความโชคดี
อยู่ในจุดที่..
'การเตรียมพร้อม' พบกับ 'โอกาส'
จงจำไว้...
ต้นโอ๊กมหึมาในวันนี้
เป็นเพียงเมล็ดน้อยๆเมื่อวันวาน
...ที่ปักต้นให้ยึดติดกับพื้นมั่น
พึงตระหนักว่า...
เต่าเดินก้าวหน้า
ในยามที่มัน
...ยื่นหัวจากกระดอง
ความกังวล...
ช่างเหมือนเก้าอี้โยก
มันให้คุณทำอะไรบางอย่าง
แต่ว่าคุณ...
ไม่ได้ไปถึงที่ไหนเลย
เรือที่จอดทอดสมออยู่ในอ่าวนั้น..
ปลอดภัย
แต่..
เรือหาได้สร้างมาเพื่อการนี้ไม่
อาจไม่มีเครื่องบินหรือรถยนต์
หรือบ้านก็ไม่อาจติดดวงไฟ
เราคงยังอาศัยอยู่ในถ้ำที่หนาวเหน็บและเปียกแฉะ
ถ้าโลกถูกปกครองด้วยคนที่กล่าวเพียงว่า
"ทำไม่ได้"
ปู่ของผมเคยกล่าวว่า...
คนเราควรดำรงชีวิตอยู่
เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาตาย
แม้แต่สัปเหร่อก็ยังเศร้า
เมื่อเห็นเขาจากไป
ไม่มีทางใดที่จะบริหารหัวใจของคุณ
ได้ดีเท่า...
โน้มตัวลงไป
แล้วช่วยยกใครสักคนขึ้นมา
วิธีที่ดีที่สุดในการมีเพื่อนดีๆสักคนหนึ่ง
คือ.. ตัวเองต้องเป็น
เพื่อนที่ดีก่อน
ถ้าชีวิตยื่นมะนาวให้คุณ...
อย่าคร่ำครวญโศกาอาลัย
ให้ใช้มันทำน้ำมะนาว
เวลาแห่งความพยายามวันนี้
ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า
จะกลายเป็น
"วันเก่าๆ อันแสนงดงาม"
ความแตกต่างอันแท้จริงระหว่าง...
ผู้มองโลกในแง่ร้าย กับ ผู้มองโลกในแง่ดี คือ
ผู้มองโลกแง่ร้ายเห็นโอกาสแล้วก็เห็นความยากลำบากด้วย
ผู้มองโลกแง่ดี เห็นความยากลำบากเดียวกันแล้วก็เห็นโอกาสด้วย
ความโกลาหล ย่อมเกิดขึ้น...
เมื่อสุภาพสตรีท่านหนึ่งขับรถแล้วประสงค์จะเลี้ยวซ้าย
แต่รถอยู่ช่องขวาสุดของถนน
ความตื่นเต้น ย่อมเกิดขึ้น...
เมื่อหญิงสองคนกำลังเล่าความลับสู่กันฟัง
เสียงเซ็งแซ่ ย่อมเกิดขึ้น...
เมื่อหญิงสามคนอยู่ที่เค้าน์เตอร์ของลดราคาพร้อมกัน
ความวุ่นวาย ย่อมเกิดขึ้น...
เมื่อหญิงสี่คนแย่งกันจ่ายค่าอาหารกลางวัน
ลิ้นที่ตวัดหละหลวม
มักทำให้คุณ
ไปอยู่ในที่.. แน่นทึบ
งานยาก มักเป็น..
งานง่ายที่คุณ
ไม่ได้ทำในเวลาที่สมควร
การสูงอายุขึ้น
ไม่เลวร้ายนักหรอก
เมื่อคุณรู้สำนึก
แห่งความเปลี่ยนแปลง
นี่เป็นนิทานเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสงครามกลางเมือง
กองทัพของฝ่ายเหนือกับกองกำลังของฝ่ายสหพันธ์เคลื่อนพลเข้าหากัน
ชายผู้หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นต้องการอยู่อย่างปลอดภัย
เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับสงครามอันเลวร้าย
เขาสาบานว่าจะอยู่อย่างเป็นกลาง
ดังนั้นเขาจึงสวมกางเกงของฝ่ายสหพันธ์
และเสื้อของฝ่ายเหนือ
วันต่อมา.. ผู้คนพบเขา
ถูกกระสุนของฝ่ายสหพันธ์ที่หน้าอก
และกระสุนของฝ่ายเหนือที่ก้นกบ
เราอาจให้โดยปราศจากความรัก
แต่เราไำม่อาจรักโดยปราศจากการให้
ตอนนี้ผมก็จด คำคมลงบันทึกใน ไดอะรี่ส่วนตัวเรียบร้อยครับ
ผมชอบชิ้นนี้ครับ
ความกังวล...ช่างเหมือนเก้าอี้โยกมันให้คุณทำอะไรบางอย่าง
แต่ว่าคุณ...ไม่ได้ไปถึงที่ไหนเลย
แต่สำหรับผม ผมมักใช้เก้าอี้โยกให้เป็นประโยชน์ครับ
ยิ่งเราพยายามโยกมากเท่าไหร่เรายิ่งพุ่งไปไกลเท่านั้น
#1 By เล็ก ประพันธ์ on 2008-01-23 00:21